วันอาทิตย์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ผู้นำหน่วยจะต้องประยุกต์ดัดแปลงยุทธวิธี

บทที่ ๗


การสนับสนุนการรบ

“มีวิธีการโจมตีด้วยอาวุธเพลิงอยู่ ๕ วิธี วิธีแรกคือ การเผาผลาญกำลังพล; วิธีที่สองคือ การเผาผลาญเสบียง; วิธีที่สามคือ การเผาผลาญยุทโธปกรณ์; วิธีที่สี่คือ การเผาผลาญปืนใหญ่ และวิธีที่ห้าคือ การใช้อาวุธเพลิงยิงจากระยะไกล”

ซุนวู .....

ศิลปะแห่งการสงคราม

ในการปฏิบัติการทั้ง ๔ แบบ ในสภาวะความขัดแย้งระดับต่ำ ผู้นำหน่วยจะต้องประยุกต์ดัดแปลงยุทธวิธี, เทคนิค และระเบียบปฏิบัติ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการ โดยจะต้องอยู่บนพื้นฐานของการใช้หน่วยรบและหน่วยสนับสนุนการรบ ประกอบกับปัจจัยทางด้านการเมือง และปัจจัย METT-T ในบทที่ ๗ นี้จะอธิบายข้อมูลและรายละเอียดในการวางแผนและใช้หน่วยรบและหน่วยสนับสนุนการรบ ซึ่งจะเน้นการปฏิบัติทางยุทธวิธี แต่จะหมายรวมถึง เทคนิคการใช้ในแต่ละแบบของการปฏิบัติการ ในบทนี้ยังจะอธิบายถึง วิธีการวางแผนการยิงสนับสนุน, การสนับสนุนจากทหารช่าง, การสนับสนุนจากหน่วยบินทหารบก, การสนับสนุนจากหน่วยข่าวกรองทางทหาร, การสนับสนุนจากหน่วยทหารสื่อสาร, การปฏิบัติการจิตวิทยา, การปฏิบัติการด้านกิจการพลเรือน และการปฏิบัติการ นชค.

ตอนที่ ๑

การยิงสนับสนุน

ปัจจัยหลักของการวางแผนการยิงสนับสนุน คือ ข้อจำกัดในการใช้การยิงสนับสนุนนั่นเอง ในสภาพแวดล้อมของความขัดแย้งระดับต่ำ ย่อมมีข้อจำกัดมากกว่าในสภาพความขัดแย้งของสงครามตามแบบ ผู้บังคับบัญชาหน่วยทหารจะสนธิการยิงสนับสนุนเข้าไว้ในแผนทางยุทธวิธี โดยสอดคล้องกับข้อจำกัดเหล่านั้น ซึ่งย่อมจะจำกัดขอบเขตของการใช้การยิงสนับสนุน แต่อย่างไรก็ตาม ผู้บังคับหน่วยจะต้องมั่นใจว่าจะสามารถใช้การยิงสนับสนุนได้ในกรณีฉุกเฉิน ตามแผนเผชิญเหตุ

๗ - ๑ การวางแผน

ผู้บังคับหน่วยจะต้องประยุกต์ใช้หลักการวางแผนการยิงสนับสนุน จาก รส.๖–๒๐ แต่จะต้องพิจารณาเพิ่มเติมในเรื่องดังต่อไปนี้ เมื่อวางแผนในสภาวะของความขัดแย้งระดับต่ำ

ก. วางแผนแต่เนิ่นและอย่างต่อเนื่อง

(๑) รับแนวทางการวางแผนจากผู้บังคับบัญชา ซึ่งปกติแล้วจะเป็นเรื่องลับ, ผู้ประสานการยิงสนับสนุนจะต้องตีความแนวทางดังกล่าวให้ได้มาซึ่งคำตอบจากคำถามว่า ที่ไหน, อะไร และการยิงสนับสนุนจะสามารถสนับสนุนแนวทางนั้นได้อย่างไร กฎระเบียบและหลักการของประเทศเจ้าบ้าน และการเมืองจะมีอิทธิพลเป็นอย่างมากต่อแนวทางของผู้บังคับบัญชา และต่อการปฏิบัติการยิงสนับสนุน

(๒) ระบุ หรือร้องขอชุดประสานการยิงสนับสนุนที่เหมาะสม โดยใช้แนวทางของผู้บังคับบัญชาเป็นพื้นฐาน ให้เปรียบเทียบขีดความสามารถและขีดจำกัดของชุดแต่ละชุด เพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบที่ดีที่สุด

(๓) ระบุ หรือจัดทำคำร้องขอการจัดเจ้าหน้าที่ติดต่อ เพื่อประกันความมั่นใจในการวางแผนอย่างเหมาะสม ด้วยข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องแม่นยำและทันเวลา จำเป็นต้องใช้บุคลากรที่มีพื้นฐานและความมีประสบการณ์

(๔) พัฒนาแผนให้ทันสมัยอย่างต่อเนื่อง ธรรมชาติของความขัดแย้งระดับต่ำ เป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่มีอยู่ตลอดเวลา ปัจจัยบางประการ ได้แก่

• กฎของการปะทะ

• การเปลี่ยนแปลงของภัยคุกคาม (การเปลี่ยนแปลงด้วยการแปรพักตร์ และความผันผวนทางการเมือง)

• สภาพลมฟ้าอากาศ

• สถานะของการใช้กำลัง

• การเปลี่ยนแปลงบุคลากร (ฝ่ายข้าศึกและฝ่ายเรา)

• สถานการณ์ทางยุทธวิธี (ที่ตั้งหน่วย, เส้นทางการลาดตระเวน)

ข. ปฏิบัติตามแนวทางเป้าหมายของผู้บังคับบัญชา

(๑) แนวทางในรายละเอียด กฎของการปะทะ และรายละเอียดอื่น ๆ ที่เป็นความ

ลับและมีความจำเป็น รวมทั้งแนวทางที่ได้มีการเผยแพร่ไว้แล้วเป็นอย่างดี แนวทางจะต้องอยู่ในรูปฟอร์มที่ง่ายและสามารถเข้าใจได้ง่าย แม้ผู้ปฏิบัติในระดับต่ำ

(๒) พิสูจน์ทราบ และระบุเป้าหมายที่มีความเร่งด่วนสูงที่เป็นไปได้สำหรับการ ยิงสนับสนุน และแบ่งมอบความรับผิดชอบในการยิงต่อเป้าหมายให้แต่ละหน่วยยิง

(๓) กำหนดข้อจำกัดและความจำเป็นสำหรับการใช้กระสุนแต่ละชนิดให้แน่ชัด (กระสุนโปรยหว่านทุ่นระเบิด, กระสุนควันฟอสฟอรัสขาว, กระสุนควัน, กระสุนส่องสว่าง)

ค. ขยายผลการดำเนินการต่อเป้าหมาย

(๑) เพิ่มเติมแหล่งข้อมูลข่าวสารในการวางแผนการยิงสนับสนุน (ข่าวกรองบุคคล, สงครามอิเล็กทรอนิกส์, เรดาร์, การบินลาดตระเวน)

(๒) พิจารณาดำเนินการต่อแหล่งเป้าหมายให้สามารถยิงได้ทันเวลา โดยเฉพาะเป้าหมายที่มีขนาดเล็ก และมีธรรมชาติในการหลบหนีได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งจะพบในสภาวะความขัดแย้งระดับต่ำ

(๓) พิจารณาความคลาดเคลื่อนของพิกัดเป้าหมายและความเชื่อถือได้ของเครื่องมือค้นหาเป้าหมาย

ง. พิจารณาใช้วิธีการและเครื่องมือสำหรับการยิงสนับสนุนทั้งหมดที่มีอยู่ ทั้งที่มีอานุภาพร้ายแรงและไม่มีอานุภาพร้ายแรง

(๑) ศึกษาให้เข้าใจเจตนารมณ์ของผู้บังคับบัญชาและแนวทางการปฏิบัติ ในสภาวะความขัดแย้งระดับต่ำ จะใช้กำลังรบให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น เพื่อให้เกิดความสมดุลกับผลกระทบที่เกิดขึ้นกับความสูญเสียและสิ้นเปลืองของเครื่องมือ ข้อพิจารณาอื่น ๆ ได้แก่.-

• ข้อผิดพลาดและเบี่ยงเบนทางระยะที่อาจเกิดขึ้น

• รัศมีการระเบิด

• การกำหนดพิกัดเป้าหมายที่คลาดเคลื่อน

• ความหลากหลายของเป้าหมาย

• เวลาที่จะต้องใช้

• แนวปืน – เป้าหมาย

• ระยะนิรภัยที่น้อยที่สุด

• ผลเสียหายที่จะเกิดขึ้นทางการเมือง (การใช้กระสุนควันฟอสฟอรัสขาวในสภาพภูมิประเทศที่แห้งแล้ง อาจทำให้เกิดเพลิงลุกไหม้ ทำลายบ้านเรือนและพืชไร่)

(๒) พิจารณาวิธีการใช้เครื่องมือที่ไม่มีอันตรายร้ายแรง

จ. ใช้หน่วยยิงให้น้อยที่สุดที่สามารถทำการยิงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

(๑) ในสภาพแวดล้อมของความขัดแย้งระดับต่ำ และสภาพของสนามรบที่ไม่อาจกำหนดแนวรบได้อย่างชัดเจน จำเป็นต้องมีการแบ่งมอบความรับผิดชอบ และการกระจายการใช้การยิงสนับสนุน อย่างไรก็ตาม การวางแผนแบบรวมการโดยใช้กฎของการปะทะ และข้อจำกัดทางการเมือง พร้อมกับระเบียบปฏิบัติที่มีความชัดเจนกระจ่างแจ้ง อาจไม่เกื้อกูลต่อการวางแผนการยิงสนับสนุน และการประสานการยิงสนับสนุนแบบแยกการ ตัวอย่างเช่น แนวทางที่กำหนดให้การยิงสนับสนุนแบบเล็งจำลองทุกชนิดจะต้องผ่านการตรวจสอบและอนุมัติจาก กองพัน หรือ กรม ซึ่งหมายรวมถึง ค.๖๐ มม. ในระดับกองร้อย อย่างไรก็ตาม แนวทางที่กำหนดในลักษณะนี้จะต้องใช้การประสานงานในระดับสูงกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับระดับของหน่วยใช้ปฏิบัติการ

(๒) การจัดให้มีการยิงสนับสนุนในลักษณะครอบคลุมพื้นที่นั้น ต้องใช้การวางหน่วยยิงสนับสนุนเป็นจำนวนมากตลอดทั่วพื้นที่ ซึ่งอาจจำเป็นต้องใช้การปฏิบัติแบบแยกการ เช่นเดียวกับภารกิจพิเศษที่ไม่เป็นแบบมาตรฐาน

ฉ. การจัดให้มีการสนับสนุนตามคำร้องขอ การส่งคำสั่งและแนวทางของผู้บังคับบัญชาไปจนถึงหน่วยระดับต่ำสุดนั้นเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง มิฉะนั้นแล้วผู้ประสานการยิงสนับสนุนอาจจำเป็นต้องยกเลิกหรือปรับเปลี่ยนคำร้องขอการยิงสำหรับหน่วยยิงหรืออาวุธยิงสนับสนุนพิเศษ

ช. หลีกเลี่ยงการใช้หน่วยยิงสนับสนุนซ้ำซ้อนกัน ผู้ประสานการยิงสนับสนุนจะต้องประกันให้มั่นใจว่า ไม่มีการใช้หน่วยยิงซ้ำซ้อนต่อเป้าหมายเดียวกัน และการใช้หน่วยยิงเป็นไปด้วยความประหยัด เพื่อให้พอเพียงกับผลที่ต้องการให้เกิดเท่านั้น

ซ. การพิจารณาประสานห้วงอากาศ

(๑) จัดตั้งนายทหารติดต่อกับส่วนบังคับบัญชาและควบคุมห้วงอากาศ พิจารณาอากาศยานของพลเรือน และเส้นทางบิน

(๒) ระบุความต้องการของนายทหารติดต่อ เช่น นายทหารติดต่อปืนเรือและการสนับสนุนทางอากาศในระดับกองร้อย และนายทหารอากาศติดต่อ

(๓) กำหนดรวมมาตรการจำกัด เช่น การบินในเวลากลางคืน และการใช้พื้นที่ประสานห้วงอากาศเฉพาะในกรณีพิเศษ

ด. จัดให้มีการยิงสนับสนุนอย่างพอเพียง ให้คำแนะนำแก่ผู้บังคับหน่วยดำเนินกลยุทธ์ ในเมื่อหน่วยยิงสนับสนุนมีไม่พอเพียงตามความต้องการแนะแนวความคิดในการปฏิบัติของผู้บังคับหน่วยนั้น และเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ผู้ประสานการยิงสนับสนุนจะต้องหาวิธีการแก้ไขปัญหาให้ลุล่วง

ต. จัดให้มีการประสานการปฏิบัติอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

(๑) แจกจ่ายระเบียบการปฏิบัติที่ชัดเจนและกฎการปะทะไปจนถึงหน่วยระดับต่ำสุด

(๒) เฝ้าฟังและปรับปรุงมาตรการประสานการยิงสนับสนุนให้ทันสมัยอย่างต่อเนื่อง

(๓) ปฏิบัติตามกฎของประเทศเจ้าบ้าน

(๔)แจ้งข่าวสารแก่นายทหาร และเจ้าหน้าที่ติดต่อในเรื่องระเบียบปฏิบัติ และกฎของการปะทะ

ถ. จัดให้มีความอ่อนตัว

(๑) จัดให้มีการใช้การสนับสนันร่วมกันในเรื่องการยิงเล็งจำลอง

(๒) จัดให้มีหน่วยยิงสนับสนุนสำรองเพิ่มเติม ในกรณีที่สภาพลมฟ้าอากาศไม่ เอื้ออำนวย

(๓) จัดวางอาวุธยิงสนับสนุนให้มีขีดความสามารถในการยิงได้รอบตัวถึง ๖,๔๐๐ มิลเลียม

(๔) พิจารณาจัดให้มีระเบียบปฏิบัติในการติดต่อสื่อสารสำรอง

(๕) มีความรู้ความเข้าใจในขีดจำกัดเกี่ยวกับลักษณะภูมิประเทศ และปรับปรุงให้มีความสอดคล้องเหมาะสม (เช่น การปรับการยิงด้วยการฟังเสียงในป่าทึบ)

ท.จัดให้มีระบบการระวังป้องกันและความอยู่รอดในสนามรบให้กับกำลังฝ่ายเดียวกันและฐานที่มั่น

(๑) พิจารณาบูรณาการหน่วยดำเนินกลยุทธ์และหน่วยยิงสนับสนุนให้อยู่ในฐานที่มั่นเดียวกัน เพื่อการป้องกันร่วมกัน

(๒) กำหนดมาตรการประสานการยิงสนับสนุน เพื่อให้มีระบบการป้องกันตนเอง (เช่น พื้นที่ห้ามยิง และพื้นที่จำกัดการยิง)

๗ - ๒ หน่วยทหารปืนใหญ่

การใช้อำนาจการยิงจะต้องสะท้อนให้เห็นหลักการสำคัญประการหนึ่งคือ การใช้กำลังให้น้อยที่สุดเท่าที่จะจำเป็น หน่วยทหารปืนใหญ่สนามที่จัดเพื่อให้การสนับสนุนกองพลทหารราบเบา จะประกอบด้วยปืนใหญ่วิถีโค้ง ขนาดกว้างปากลำกล้อง ๑๐๕ มม. สำหรับกองพลที่มิใช่กองพลเบาก็มักจะใช้หน่วยทหารปืนใหญ่ที่มีปืนใหญ่ขนาดกว้างปากลำกล้องมากกว่า หากหน่วยที่รับการสนับสนุนไม่ใช่หน่วยทหารราบเบาแล้ว ปืนใหญ่ที่ใช้ยิงให้การสนับสนุนก็จะเป็นขนาด ๑๕๕ มม. วิถีโค้ง กองร้อยทหารปืนใหญ่มักจะต้องแยกออกจากกองพัน เพื่อปฏิบัติภารกิจในกรณีที่ต้องใช้การกระจายกำลังออกไปเป็นระยะไกล ภารกิจของหน่วยทหารปืนใหญ่สนามประกอบด้วย ภารกิจการช่วยโดยตรง, การช่วยส่วนรวม, การเพิ่มเติมกำลังยิง และการช่วยส่วนรวมเพิ่มเติมกำลังยิง หน่วยทหารปืนใหญ่มักจะถูกใช้ในลักษณะของการช่วยโดยตรงให้กับหน่วยดำเนินกลยุทธ์ที่มีความสัมพันธ์กัน หรือใช้ในลักษณะของการยิงของฐานยิงเป็นชุดยิง (ช่วยส่วนรวม) เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่ปฏิบัติการ รูปแบบของกำลังของฝ่ายข้าศึกจะทำให้ฝ่ายเราต้องการการสนองตอบอย่างรวดเร็ว หน่วยทหารปืนใหญ่สนามจะจัดให้มีการยิงสนับสนุนอย่างรวดเร็ว แม่นยำและมีอำนาจการทำลายร้ายแรงต่อฝ่ายกองโจรที่กำลังเคลื่อนที่ นอกจากนี้นายทหารปืนใหญ่ และนายสิบของเหล่าทหารปืนใหญ่ยังสามารถจัดให้มีการฝึก, การให้คำแนะนำและให้ความช่วยเหลือในด้านยุทธวิธี และเทคนิคของการใช้ในบทบาทของการให้ความช่วยเหลือทางทหารอีกด้วย

ก. ภารกิจ ภารกิจที่สอดคล้องกับการสนับสนุนหน่วยดำเนินกลยุทธ์ การยิงของ ป.สนาม จะมีประสิทธิผลต่อการสนับสนุนให้กับ.-

(๑) ที่ตั้งหน่วยระวังป้องกัน, จุดตรวจ, จุดปิดกั้นถนน และชุดลาดตระเวน ซึ่งจะบรรลุภารกิจได้ด้วยแผนการยิง, ข่ายอำนายการยิง และการใช้ ผตน.ภาคพื้นดิน และ ผตน.ทางอากาศ การยิงของ ป.สนาม ยังสามารถใช้เพื่อขัดขวางการใช้เส้นทางของข้าศึก และจัดการยิงสนับสนุนใกล้พื้นที่ส่งลง และพื้นที่บินลงก่อน, ระหว่าง และภายหลังการลงสู่พื้นเข้าโจมตี

(๒) แผนการลวง สามารถบรรลุภารกิจได้โดยการวางแผนการยิงของ ป.สนาม ในพื้นที่อื่น ๆ นอกเหนือไปจากพื้นที่ที่ได้มีการวางแผนปฏิบัติการไว้ ซึ่งจะสามารถเบี่ยงเบนความสนใจของข้าศึกออกไปจากความพยายามหลักของฝ่ายเรา

(๓) การปฏิบัติการควบคุมประชาชนและทรัพยากร สามารถบรรลุภารกิจได้โดยการจัดให้มีการยิงส่องสว่าง ช่วยในการปฏิบัติการปิดล้อมและตรวจค้นแบบตำรวจ หรือการเข้าตีโฉบฉวย หน่วยทหารปืนใหญ่สนามยังสามารถวางแผนใช้การยิงส่องสว่าง เพื่อช่วยในการตั้งรับและป้องกันการเข้าตีของกองโจรต่อที่มั่นฐานปฏิบัติการ ซึ่งหมายรวมถึง ฐานทัพอากาศ, แหล่งกำเนิดพลังงาน, ศูนย์การคมนาคม, ตำบลส่งกำลัง, สะพาน หรือชุมชน นอกจากนี้ การยิงตามแผนที่ได้วางไว้ยังสามารถใช้ป้องกันขบวนยานยนต์และรูปขบวนการทางยุทธวิธีได้ด้วย

(๔) การปฏิบัติการจิตวิทยา หน่วยทหารปืนใหญ่สนามสามารถจัดให้มีการยิงสนับสนุนด้วยกระสุนที่ไม่เป็นอันตรายร้ายแรง เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการจิตวิทยา หรือหน่วยตามแบบในสภาวะความขัดแย้งระดับต่ำทุกกรณี

ข. แนวความคิดในการปฏิบัติ การยิงของ ป.สนาม ที่แม่นยำและทันเวลา จะสามารถขัดขวางและลดประสิทธิภาพในการปฏิบัติของฝ่ายข้าศึกได้อย่างรวดเร็ว เพื่อให้มีการยิงสนับสนุนอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้บังคับบัญชาจะใช้ ป.สนาม เพื่อทำการยิงให้ครอบคลุมพื้นที่ให้มากที่สุดด้วยอาวุธยิงที่มีอยู่ โดยจัดกองร้อยทหารปืนใหญ่ไว้ตามฐานปฏิบัติการของหน่วยดำเนินกลยุทธ์ระดับกองพัน หน่วยทหารปืนใหญ่สนามยังสามารถจัดให้มีพื้นที่ของการยิงสนับสนุนเพื่อป้องกันคลังสิ่งอุปกรณ์, สถานที่ตั้งทางการส่งกำลังบำรุง, ศูนย์ประชาคม และตำบลวิกฤตอื่น ๆ และหากจำเป็นต้องรับผิดชอบพื้นที่กว้างออกไปอีก หน่วยทหารปืนใหญ่สนามบางหน่วยอาจจำเป็นต้องเข้าไปตั้งยิงอยู่ในระยะของหน่วยปฏิบัติการที่เตรียมเข้าตีก็ได้ ซึ่งในการนี้จะต้องพิจารณาถึงความจำเป็นในการใช้อำนาจการยิง และปริมาตรการยิงที่หนาแน่น ไม่ว่าจะเป็นหน่วยทหารปืนใหญ่ระดับกองพัน หรือกองร้อยที่จำเป็นจะต้องทำการยิงต่อเป้าหมายที่มีขนาดเล็ก อาจจะต้องลดอำนาจและปริมาตรการยิงลงไปบ้าง หน่วยที่สามารถร้องขอการยิงของ ป.สนาม ได้แก่ กำลังของหน่วยดำเนินกลยุทธ์ที่รับการสนับสนุน, กองกำลังป้องกันตนเอง, ตำรวจ, ส่วนระวังป้องกัน และหน่วยสนับสนุนอื่น ๆ

ค. การประสานการปฏิบัติ ผู้บังคับบัญชาหน่วยทหารจะต้องจัดให้มีการประสานโดยใกล้ชิดระหว่าง หน่วยทหารปืนใหญ่ และหน่วยดำเนินกลยุทธ์ เช่นเดียวกับการประสานงานกับกิจการด้านพลเรือนของประเทศเจ้าบ้าน

(๑) นายทหารปืนใหญ่สนามอาวุโสในแต่ละระดับของส่วนบังคับบัญชาหน่วยดำเนิน กลยุทธ์ จะได้รับแต่งตั้งและมอบหมายหน้าที่ ผปยส.

(๒) นยส. ตั้งแต่ระดับกองร้อย จนถึงกรม จะจัดตั้งและดำรงไว้ซึ่ง สปยส. ในระดับกองพัน และกรมนั้น สปยส.จะปฏิบัติการโดยใช้กำลังพลของเหล่าทหารปืนใหญ่ และอาจได้รับการเพิ่มเติมด้วย ชคอย. หรือ นตต. ปืนเรือและการสนับสนุนทางอากาศในระดับกองร้อย หากมีจำนวนกำลังพลและเครื่องมือเครื่องใช้พอเพียง

(๓) การใช้ ป.สนาม อาจจำเป็นต้องมีการเพิ่มเติมมากยิ่งขึ้นในเรื่องของการช่วยเหลือประสานงาน เพื่อให้ได้รับอนุมัติการยิง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกฎของการปะทะ

(๔) การมีเวลาไม่พอเพียง จะส่งผลกระทบถึงการเตรียมการ, ประสานการปฏิบัติ และการสนธิแผนการยิงสนับสนุน ดังนั้นจึงสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องจัดทำ รปจ.ไว้ล่วงหน้า เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว การจัดการติดต่อกันอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่องระหว่าง ผบ.หน่วยรับการสนับสนุน และ ผปยส.จะทำให้เกิดการประสานการปฏิบัติกันตามที่ต้องการ อย่างไรก็ตามในการปฏิบัติการที่จำเป็นต้องใช้หน่วยดำเนินกลยุทธ์ และหน่วยสนับสนุนเป็นจำนวนมากมาย หลายหน่วยจะต้องมีมาตรการประสานการปฏิบัติเพื่อประกันความมั่นใจว่า จะไม่มีการร้องขอการยิงไปทำอันตรายแก่ฝ่ายเดียวกัน ด้วยเหตุนี้เอง นจย.อาจจำเป็นต้องถูกกำหนดขึ้น

ง. การปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามการก่อความไม่สงบ การปฏิบัติการลักษณะนี้โดยทั่วไปจำเป็นต้อง.-

(๑) ใช้การจัดแบบแยกการมากขึ้น, โดยการจัดขึ้นสมทบ และเพิ่มเติมการยิงสนับสนุน

(๒) ลดขีดความสามารถในการควบคุมและประสานการยิงในระดับกรม ภายในพื้นที่ปฏิบัติการ

(๓) เพิ่มความจำเป็นในการระวังป้องกันสำหรับที่ตั้งยิงของอาวุธยิงเล็งจำลอง ทั้งนี้จะประกอบด้วย การวางแผนการยิงเล็งจำลองสำหรับการป้องกัน และการประสานการปฏิบัติของกำลังฝ่ายเรา หรือกำลังทหารของประเทศเจ้าบ้าน เพื่อเพิ่มการระวังป้องกันให้กับหน่วยทหารปืนใหญ่สนาม

(๔) ใช้การยิงรอบตัวมากยิ่งขึ้น

(๕) ให้การสนับสนุนกับกำลังป้องกันประจำถิ่น และยามรักษาการณ์ที่อยู่ประจำที่

(๖) ใช้การยิงสนับสนุนโดยหลีกเลี่ยงการสูญเสียของฝ่ายเดียวกัน การสูญเสียในลักษณะนี้ สามารถทำให้ประชาชนเริ่มเป็นปฏิปักษ์และต่อต้านรัฐบาล การประสานการปฏิบัติอย่างใกล้ชิดเป็นสิ่งสำคัญยิ่งระหว่างกำลังทหารของประเทศเจ้าบ้านและองค์กรของฝ่ายพลเรือน กับหมู่บ้านในท้องถิ่น, ศูนย์กลางประชาคม และสถานที่ตั้งที่สำคัญทางศาสนา

(๗) ใช้การประสานการปฏิบัติอย่างใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่ราชการของประเทศเจ้าบ้าน ในพื้นที่ปฏิบัติการ

๗ - ๓ ตอน/หมวดเครื่องยิงลูกระเบิด

ส่วนยิงของ ตอน/หมวดเครื่องยิงลูกระเบิดจะเข้าที่ตั้งยิงโดยอยู่ในพื้นที่ของกองร้อย/กองพัน หรือภายในฐานปฏิบัติการ ตอน/หมวดเครื่องยิงลูกระเบิด สามารถจัดให้มีการยิงสนับสนุนแบบเล็งจำลองให้กับกองร้อย/กองพัน ได้อย่างตรงความต้องการ ตามปกติแล้ว ตอน/หมวดเครื่องยิงลูกระเบิดจะอยู่ในความควบคุมของกองร้อย/กองพัน

๗ - ๔ หมวด/กองร้อยต่อสู้รถถัง

ในสภาวะความขัดแย้งระดับต่ำ หน่วยต่อสู้รถถังมักจะไม่ถูกใช้งานตรงตามภารกิจหรือ บทบาทของมัน ในเมื่อไม่มีภัยคุกคามจากยานเกราะ ผู้บังคับหน่วยอาจพิจารณาใช้หน่วยต่อสู้รถถังเพื่อยิงทำลายเป้าหมายที่มีความแข็งแรง หรืออาจพิจารณาเก็บอาวุธนำวิถี TOW ไว้ในที่เก็บรักษาในคลัง แล้วนำเอาพลประจำอาวุธนั้นไปใช้งานในภารกิจอื่น กำลังพลดังกล่าวนี้เหมาะสมที่จะนำไปใช้เป็นส่วนระวังป้องกันให้กับฐานปฏิบัติการของกองพัน หรือนอกจากนี้อาจนำหมวด/กองร้อยต่อสู้รถถังไปใช้ในภารกิจอื่นของกรม เช่น การลาดตระเวนระวังป้องกัน และคุ้มกันขบวนยานยนต์ ยานพาหนะหลายคันในหน่วยต่อสู้รถถังสามารถบรรทุก หรือติดตั้งปืนกลขนาด .๕๐ นิ้ว, ปืนกลขนาด ๗.๖๒ มม. หรือเครื่องยิงลูกระเบิดอัตโนมัติ MK ๑๙ ได้ แต่ก่อนที่จะดำเนินการติดตั้งอาวุธดังกล่าว จะต้องฝึกกำลังพลให้สามารถใช้และปรนนิบัติบำรุงอาวุธนั้น ๆ ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และให้ศึกษากฎของการปะทะ

๗ - ๕ หน่วยป้องกันภัยทางอากาศ

การป้องกันภัยทางอากาศ เป็นการผสมผสานมาตรการเชิงรุกและเชิงรับทั้งหมดในอันที่จะต่อต้านการปฏิบัติการทางอากาศของฝ่ายข้าศึก ในสภาวะความขัดแย้งระดับต่ำ ฝ่ายข้าศึกอาจจะไม่มีขีดความสามารถในการปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ หรือมีน้อย หรืออาจจะมีก็ได้

ก. หากฝ่ายข้าศึกไม่มีขีดความสามารถในการโจมตีทางอากาศ หรือมีน้อย ผู้บังคับหน่วยต้องพิจารณาเก็บอาวุธต่อสู้อากาศยานไว้ที่ส่วนหลังหรือในคลังเก็บ แล้วใช้กำลังพลประจำอาวุธนั้นปฏิบัติภารกิจอื่นในเรื่องการระวังป้องกันภายในฐานปฏิบัติการ หรืออาจพิจารณาใช้ ปตอ.วัลแคน ในการยิงแบบเล็งจำลอง เพื่อป้องกันฐานปฏิบัติการ, ขบวนยานยนต์ หรืออื่น ๆ หากได้มีการพิจารณาใช้หนทางปฏิบัตินี้แล้ว ผู้บังคับหน่วยจะต้องตระหนักอยู่เสมอว่า ฝ่ายข้าศึกย่อมสามารถรับการสนับสนุนกำลังทางอากาศจากภายนอกได้ หากเราได้แยกกำลังพลออกมาจากอาวุธต่อสู้อากาศยานแล้ว การโจมตีทางอากาศที่ไม่หนักหน่วง ก็อาจทำลายกำลังของฝ่ายเราได้ ผู้บังคับหน่วยจะต้องวางแผนสำหรับป้องกันการโจมตีในลักษณะดังกล่าวไว้ด้วยเสมอ

ข. หากกำลังของฝ่ายข้าศึกมีขีดความสามารถในการโจมตีทางอากาศ หรือปรากฏภัยคุกคามจากทางอากาศ หน่วยป้องกันภัยทางอากาศจะต้องปฏิบัติการตอบโต้อย่างรวดเร็ว หน่วยจะต้องใช้การป้องกันภัยทางอากาศ เช่นเดียวกับในสภาพสงครามตามแบบ ผู้บังคับหน่วยจะต้องจัดให้มีมาตรการและระดับของการป้องกันภัยทางอากาศ

๗ - ๖ หน่วยเฮลิคอปเตอร์โจมตี

เฮลิคอปเตอร์โจมตีเป็นส่วนดำเนินกลยุทธ์ที่มีความคล่องแคล่วในการเคลื่อนที่สูงและสามารถสนองตอบภารกิจได้อย่างรวดเร็วฉับพลัน และสามารถเข้าโจมตีเป้าหมายในสนามรบได้ทุกแห่งด้วยอำนาจการยิง ขีดความสามารถเหล่านี้จะถูกนำมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติการยุทธ์ในสภาวะความขัดแย้งระดับต่ำ ซึ่งได้แก่.-

• การเฝ้าตรวจและระวังป้องกันในการปฏิบัติการยุทธ์เคลื่อนที่โจมตีทางอากาศ และเข้าร่วมปฏิบัติการ ณ พื้นที่เป้าหมาย

• การเฝ้าตรวจและระวังป้องกันให้กับขบวนยานยนต์ทางภาคพื้นดิน, ขบวนเคลื่อนย้ายทางน้ำ และทางรถไฟ

• การลาดตระเวนติดอาวุธและการลาดตระเวนเฝ้าตรวจ รวมทั้งการกำหนดที่ตั้ง เป้าหมาย และการทำลายเป้าหมายในสภาพเงื่อนไขที่ชัดเจน

• การเพิ่มเติมอำนาจการยิงให้กับหน่วยปฏิบัติการ

• การใช้เพื่อให้เกิดผลทางจิตวิทยา และการแสดงกำลัง

๗ - ๗ การสนับสนุนทางอากาศยุทธวิธี

กำลังของกองทัพอากาศ จะทำการบินและปฏิบัติการทางอากาศ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการยุทธ์ ในสภาวะของความขัดแย้งระดับต่ำ นายทหารอากาศติดต่อจากกองทัพอากาศที่มาประจำอยู่ในหน่วยระดับกรม สามารถประสานการปฏิบัติ และให้ความช่วยเหลือในการร้องขอการสนับสนุน

ก. การสนับสนุนทางอากาศโดยใกล้ชิด ให้การสนับสนุนกับการปฏิบัติการทางภาคพื้นดิน โดยโจมตีเป้าหมายที่เป็นข้าศึกที่อยู่ใกล้กับกำลังทางภาคพื้นดินของฝ่ายเรา

(๑) การสนับสนุนทางอากาศโดยใกล้ชิด สามารถสนับสนุนการรบด้วยวิธีรุก, การต่อต้านการรบด้วยวิธีรุก และการปฏิบัติการรบด้วยวิธีรับของกำลังทางภาคพื้นดินด้วยการโจมตีอย่างรวดเร็ว ตามแผนที่ได้วางไว้ ภารกิจทั้งหมดดังกล่าวแล้วต้องการการประสานการปฏิบัติในรายละเอียด และการสนธิเข้ากับแผนการยิงและแผนการดำเนินกลยุทธ์ของกำลังทางภาคพื้นดินของฝ่ายเดียวกัน ภารกิจการสนับสนุนทางอากาศโดยใกล้ชิดต้องการระยะนิรภัยหรือฉนวนในสนามรบ, ข่าวกรองและข่าวสารข้อมูลที่ทันเวลา และการยิงอาวุธได้อย่างแม่นยำ

(๒) การสนับสนุนทางอากาศโดยใกล้ชิด ช่วยเสริมการปฏิบัติการทางภาคพื้นดินด้วยการใช้อาวุธยิงพิสัยไกล และการใช้อำนาจการยิงอย่างหนาแน่นและรุนแรง ณ จุดแตกหัก การปฏิบัติการดังกล่าวสามารถจู่โจมต่อฝ่ายข้าศึก สร้างโอกาสในการรุกให้กับส่วนดำเนินกลยุทธ์ของฝ่ายเรา ช่วยให้การระวังป้องกันทางปีก ทำลายรูปขบวนและการรุกของข้าศึก รวมทั้งป้องกันพื้นที่ส่วนหลังให้กับกำลังทางภาคพื้นดิน ในขณะที่ดำเนินกลยุทธ์ในพื้นที่ส่วนหลัง

ข. การลาดตระเวนทางอากาศ การลาดตระเวนทางอากาศใช้เพื่อรวบรวมข่าวสารจากทางอากาศด้วยการบินเป็นวงจร และใช้อุปกรณ์บันทึกภาพทางภาคพื้นดิน ภารกิจการลาดตระเวนและเฝ้าตรวจของกองทัพอากาศ เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการดำเนินการด้านข่าวกรองแห่งชาติ และการตรวจการณ์สังเกตการณ์ การลาดตระเวนทางอากาศเป็นวิธีการหนึ่งซึ่งสามารถรวบรวมข้อมูลได้มากเพียงพอสำหรับเป็นปัจจัยในการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ, ใช้เพื่อแสดงกำลัง, ปฏิบัติการวางแผน, ใช้เป็นกำลังปฏิบัติการ และแจ้งเตือนข่าวสารในยามวิกฤต การปฏิบัติการเฝ้าตรวจทางอากาศ สามารถรวบรวมข้อมูลข่าวสารได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งจากทางอากาศและบนพื้นดิน รวมทั้งใต้ดินอีกด้วย การปฏิบัติการลาดตระเวนจะเป็นการปฏิบัติโดยตรงต่อเป้าหมายในท้องถิ่นหรือเป้าหมายอื่น ๆ จากการลาดตระเวนเฝ้าตรวจนี้เอง ทำให้สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลข่าวสารได้หลากหลาย เช่น ข่าวอุตุนิยมวิทยา, ข่าวอุทกศาสตร์, ข่าวภูมิศาสตร์, คุณลักษณะของการติดต่อสื่อสารและอิเล็กทรอนิกส์ ผลผลิตที่ได้จากการลาดตระเวนเฝ้าตรวจทางอากาศ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทั้งทางยุทธศาสตร์และทางยุทธวิธี ทั้งในยามสงบและยามสงคราม การลาดตระเวนเฝ้าตรวจทางยุทธศาสตร์และยุทธวิธีทำให้ได้รับข้อสังเกตอย่างทันเวลาเกี่ยวกับเจตนารมณ์ของข้าศึก รวมทั้งข้อมูลและการปฏิบัติที่สำคัญสำหรับหน่วยบัญชาการแห่งชาติและผู้บังคับหน่วยกำลังรบ การปฏิบัติการเหล่านี้ช่วยให้สามารถพิสูจน์ทราบการประกอบกำลังและขีดความสามารถของฝ่ายข้าศึกได้

ค. การเคลื่อนย้ายกำลังทางยุทธวิธีทางอากาศ การเคลื่อนย้ายกำลังทางอากาศ ใช้เพื่อเคลื่อนย้าย, วางกำลัง และดำรงรักษาสภาพกำลังรบภายใต้เงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลงจากยามสงบไปสู่ยามสงคราม เมื่อพิจารณาในภารกิจการรบ, การเคลื่อนย้ายกำลังทางอากาศสามารถสร้างอำนาจกำลังรบได้ทั้งจากการส่งทางอากาศ, การดึงลงด้วยร่ม และการบินลงเพื่อส่งกำลังทางภาคพื้นดิน และการช่วยส่งกำลังบำรุงให้กับหน่วยปฏิบัติการทางพื้นดินด้วยการปฏิบัติการด้วยความคล่องแคล่วในการเคลื่อนที่สูง ผู้บัญชาการกองกำลังร่วม/ผสมจะสามารถใช้หน่วยกำลังรบดำเนินกลยุทธ์เพื่อขยายผลจากจุดอ่อนของฝ่ายข้าศึก เมื่อพิจารณาในแง่ของภารกิจการสนับสนุนการรบ การเคลื่อนย้ายทางอากาศ สามารถใช้ดำเนินการสนับสนุนด้านการส่งกำลังบำรุงด้วยการขนส่งกำลังพลและยุทโธปกรณ์ ในยามปกติการเคลื่อนย้ายทางอากาศใช้ช่วยเหลือสนับสนุนด้านการทหารและด้านหน่วยงานพลเรือน ในการบรรเทาทุกข์เพื่อเสริมการปฏิบัติให้บรรลุวัตถุประสงค์แห่งชาติ นอกจากนี้ อากาศยานยังสามารถใช้เพื่อการทิ้งพลส่องสว่างและใบปลิว อากาศยานหลายแบบสามารถติดตั้งเครื่องกระจายเสียง และอุปกรณ์ที่ใช้ฉีดพ่นสารเคมีเพื่อการดับไฟป่า การเคลื่อนย้ายทางอากาศช่วยให้สามารถเคลื่อนย้ายกำลังทั้งส่งเข้าปฏิบัติการและนำกำลังกลับได้อย่างรวดเร็วทันเวลา ไม่ว่าจะเป็นกำลังพล, ยุทโธปกรณ์หรือสิ่งอุปกรณ์ต่าง ๆ อีกทั้งสามารถใช้เพื่อเสริมเพิ่มเติมการปฏิบัติการทางทหาร และช่วยสนับสนุนการปฏิบัติเพื่อวัตถุประสงค์แห่งชาติ อาจกล่าวได้ว่า การเคลื่อนย้ายทางอากาศ เป็นทั้งภารกิจทางยุทธศาสตร์และทางยุทธวิธี การเคลื่อนย้ายทางอากาศทางยุทธศาสตร์ (ระหว่างยุทธบริเวณ) เป็นการใช้งานเพื่อเคลื่อนย้ายไปยังยุทธบริเวณใดๆ ก็ตามที่อยู่ภายในการควบคุมแบบรวมการของหน่วยบัญชาการสูงขึ้นไปหลายระดับ การเคลื่อนย้าย ทางอากาศทางยุทธวิธี (ภายในยุทธบริเวณ) เป็นการใช้งานเพื่อเคลื่อนย้ายกำลังเข้าปฏิบัติการต่อเป้าหมายภายในยุทธบริเวณ หรือการสนับสนุนการปฏิบัติภายในยุทธบริเวณ

จ. การบริการข่าวอากาศ การบริการข่าวอากาศของกองทัพอากาศ ช่วยให้ได้ข้อมูลข่าวสารที่ทันเวลาเกี่ยวกับสภาพสิ่งแวดล้อม ในอันที่จะสนับสนุนภารกิจทางยุทธศาสตร์, ยุทธวิธี และการปฏิบัติการที่ใช้ความคล่องแคล่วในการเคลื่อนที่สูง การบริการข่าวอากาศประกอบด้วย การรวบรวม, วิเคราะห์ และดำเนินกรรมวิธีจัดทำข้อมูลอุตุนิยมเพื่อการวางแผน ข้อมูลเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการปฏิบัติการ ทั้งทางอากาศและทางพื้นดิน

๗ - ๘ การสนับสนุนด้วยการยิงของปืนเรือ

กองเรือสามารถจัดให้มีการยิงสนับสนุนด้วยปืนเรือให้กับการปฏิบัติการยุทธ์สะเทินน้ำสะเทินบก และหน่วยดำเนินกลยุทธเมื่อปฏิบัติการในพื้นที่ตามชายฝั่งทะเล เมื่อใช้การยิงของปืนเรือในภารกิจการสนับสนุน, เรือแต่ละลำจะได้รับมอบหมายภารกิจทางยุทธวิธีในเรื่อง การช่วยโดยตรง หรือการช่วยส่วนรวม เรือที่ให้การช่วยโดยตรงกับหน่วยระดับกองพัน จะช่วยวางแผนและยิงสนับสนุนให้อย่างฉับพลันทันใด เรือที่ให้การช่วยส่วนรวมจะสนับสนุนหน่วยระดับกรม ด้วยการยิงแบบประณีตและมีการปรับการยิง การสนับสนุนด้วยการยิงของปืนเรืออาจได้รับมอบให้เป็นภารกิจยิงพื้นฐานในการยิงช่วยหน่วยรองที่เป็นส่วนดำเนินกลยุทธ์ผู้บัญชาการกองกำลังจะต้องใช้ความระมัดระวังเนื่องจากการยิงของปืนเรือนั้น เป็นการยิงที่กระสุนปืนจะมีความเร็วสูง วิถีกระสุนไม่โค้งมาก ดังนั้นจึงมักจะมีความคลาดเคลื่อนค่อนข้างมากในภูมิประเทศที่เป็นพื้นราบ

ก. ในสภาวะความขัดแย้งระดับต่ำการใช้การยิงสนับสนุนด้วยปืนเรือคงอยู่ภายใต้หลักการของ “การใช้ให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น” เช่นเดียวกับการใช้ปืนใหญ่สนาม หากสามารถใช้ปืนใหญ่สนามในการยิงสนับสนุนการปราบปรามการก่อความไม่สงบได้ ก็ย่อมสามารถใช้ปืนเรือได้เช่นเดียวกัน ข้อดีประการหนึ่งของการใช้ปืนเรือก็คือ หน่วยกำลังรบทางภาคพื้นดิน ไม่จำเป็นต้องจัดการระวังป้องกันให้กับเรือนั้น

ข. หมวดติดต่อ (จากหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน) มักจะถูกจัดมาขึ้นสมทบกับหน่วยระดับกรม หมวดนี้จะประกอบด้วย ผู้ชำนาญการเฉพาะด้าน และเครื่องมือติดต่อสื่อสาร เพื่อใช้ควบคุม, ประสานงาน และร้องขอการสนับสนุนจากการยิงของปืนเรือ หรืออากาศนาวี

การเตรียมสนามรบด้านการข่าวกรอง

ตอนที่ ๔


การเตรียมสนามรบด้านการข่าวกรอง

ตสข. และวงรอบของข่าวกรอง เป็นหัวใจของความสำเร็จในการปฏิบัติการยุทธ์ในสภาวะความขัดแย้งระดับต่ำ ทั้งนี้จะช่วยให้ผู้บังคับบัญชาได้พิจารณาว่า ข้าศึกศัตรูคือใคร, มีขีดความสามารถอย่างไร และจะค้นพบได้ที่ใด นอกจากนี้ยังสามารถใช้เป็นพื้นฐานในการวางแผนและกำหนด ห/ป และการแบ่งมอบอำนาจกำลังรบเพื่อการจัดหน่วยเข้าทำการรบ กระบวนการของ ตสข.จะตรวจสอบปัจจัย ๕ ประการ (ดูใน รส.๓๔–๑๓๐) ในตอนที่ ๔ นี้จะอธิบายถึงความสัมพันธ์ของปัจจัยดังกล่าวที่มีต่อกัน และการประมาณสถานการณ์ ข้อมูลที่จะนำมาพัฒนาและดำเนินกรรมวิธีจะแปรเปลี่ยนไปตามสภาพความขัดแย้งของการประเมินค่าพื้นที่สนามรบ และเจตนารมณ์ของผู้บังคับบัญชา ประเภทของแผ่นบริวารและชนิดของข้อมูลที่จะบันทึกลงในแผ่นบริวารนั้นจะแปรเปลี่ยนไปตามความจำเป็นและความต้องการในแต่ละภารกิจ การใช้ระบบการเขียนและการแบ่งสีที่จะใช้บนแผนที่ มาตราส่วนใหญ่จะช่วยอำนวยความสะดวกในการวิเคราะห์ข้อมูล เมื่อใช้แผ่นบริวารแบบโปร่งใส การประยุกต์ใช้แบบฟอร์มของ ตสข. สามารถนำมาใช้ได้กับการประมาณกำลังรบของฝ่ายตรงข้าม และประมาณการด้านการข่าวกรองของผู้บังคับบัญชาในสถานการณ์ความขัดแย้งระดับต่ำ ทั้งนี้เป็นการพัฒนาตามลำดับขั้นจากองค์ประกอบสำคัญ ๓ ประการ ซึ่งมักจะปรากฏเสมอในสนามรบภายใต้สภาวะความขัดแย้งระดับต่ำ วงรอบการข่าวกรองจะประกอบด้วย :

• การกำหนดลำดับความเร่งด่วนของ หขส., ตขอ.

• การรวบรวม : การจัดทำแผน, ตสข.

• การดำเนินกรรมวิธี : ทำให้ข่าวสารกลายเป็น ข่าวกรอง

• การกระจาย : เพื่อนำไปใช้ในกระบวนการแสวงข้อตกลงใจทางยุทธวิธี

• ลักษณะธรรมชาติของภัยคุกคามในสภาวะความขัดแย้งระดับต่ำ

• ความสำคัญและสวัสดิภาพของประชาชนพลเมือง

• บทบาทของรัฐบาลและกำลังทหารของประเทศเจ้าบ้าน



๖ - ๒๑ ปัจจัยประกอบสำคัญ

ปัจจัยหรือองค์ประกอบสำคัญที่จะต้องนำมาพิจารณานั้นไม่ได้มีเฉพาะเพียงแต่ภัยคุกคามเท่านั้น แต่จะต้องพิจารณาถึงประชาชนพลเมือง และประเทศเจ้าบ้านด้วย

ก. ภัยคุกคาม ฝ่ายที่เป็นภัยคุกคามจะปะปนและกลมกลืนอยู่กับประชาชน ข้าศึกยังสามารถใช้วิธีการหรือกลยุทธ์ต่าง ๆ ได้อย่างมากมายและหลายระดับของความรุนแรงเพื่อให้บรรลุความต้องการ หรือวัตถุประสงค์ (ใช้การโฆษณาชวนเชื่อ, การก่อการร้าย, ยุทธวิธีของกองโจร, อาชญากรรม และอื่น ๆ อีกมาก) การสร้างภาพจำลองของภัยคุกคามนั้น เป็นกุญแจสำคัญในกระบวนการ ตสข. ในสภาวะความขัดแย้งระดับต่ำ ภาพของภัยคุกคามจะต้องถูกสร้างและพัฒนาขึ้น โดยใช้พื้นฐานจาก สถานการณ์ และสภาพพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง หขส./ตขส. อาจได้แก่.-

(๑) การพิสูจน์ทราบ, ที่ตั้ง และการเตรียมการเคลื่อนย้ายทางการเมืองของบุคคล

(๒) นโยบายต่าง ๆ ที่อาจส่งผลกระทบหรือมีอิทธิพลต่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ให้การสนับสนุนกำลังทหารของฝ่ายเรา

ข. ประชาชนพลเมือง จุดมุ่งเน้นหลักของการปฏิบัติการยุทธ์ในสภาวะความขัดแย้งระดับต่ำ ก็คือการเข้าควบคุมและการสนับสนุนประชาชน การระมัดระวังและให้ความสนใจต่อปัจจัยด้านประชาชนอย่างคงที่ นับว่าเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จในระยะยาวของการปฏิบัติการยุทธ์ในสภาวะความขัดแย้งระดับต่ำ การรักษาความมั่นคงภายในจากต่างประเทศ เป็นภารกิจที่ประกอบด้วย การสู้รบ, การสนับสนุนการรบ และการสนับสนุนทางการช่วยรบที่ใกล้ชิดกับประชาชนของประเทศเจ้าบ้าน วัตถุประสงค์หลักของปฏิบัติการเหล่านี้คือ การป้องกันและรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชน และแยกประชาชนออกจากผู้ก่อความไม่สงบ ซึ่งจะทำให้เกิดข้อจำกัดอย่างมากในการใช้อาวุธ และจำเป็นต้องบริหารจัดการการใช้กำลังรบอย่างดี กุญแจสำคัญในการใช้กำลังอย่างมีประสิทธิภาพในสภาวะความขัดแย้งระดับต่ำก็คือ การวิเคราะห์ในรายละเอียดเกี่ยวกับประชาชนในระหว่างการ ตสข. การปฏิบัติการจะต้องลดความสำคัญในการใช้การยิงเล็กจำลอง และการใช้อาวุธจากทางอากาศ การปฏิบัติการข่าวกรองและการปฏิบัติของหน่วยทหารขนาดเล็ก เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องนำมาใช้ และจะต้องใช้การเมืองนำการปฏิบัติการทางทหาร

ค. รัฐบาลและกำลังทหารของประเทศเจ้าบ้าน ความสำเร็จขึ้นอยู่กับประเทศเจ้าบ้าน องค์กรและหน่วยงานทางพลเรือนและทางทหารจะมีหน้าที่รับผิดชอบหลักต่อการปฏิบัติการทางทหาร, การปฏิบัติการด้านกิจการพลเรือน, การปฏิบัติการจิตวิทยา, การควบคุมประชาชนและทรัพยากร กำลังทหารของฝ่ายเราจะหลีกเลี่ยงกิจเหล่านี้ แต่อาจจำเป็นต้องให้คำแนะนำหรือให้การสนับสนุน การดำรงรักษาไว้ซึ่งสิทธิอันชอบธรรมของรัฐบาลประเทศเจ้าบ้านเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง นอกจากนี้ยังมีเรื่องสำคัญยิ่งอีกบางเรื่องที่อาจช่วยเพิ่มประสิทธิผลในความพยายามทางทหารของฝ่ายเราได้อีกก็คือ ความรอบรู้ในยุทธวิธีของทหารฝ่ายประเทศเจ้าบ้าน, การปฏิบัติการยุทธ์และระบบงานด้านการข่าวกรอง ตลอดจนขีดความสามารถในการปฏิบัติในเรื่องดังกล่าว



๖ - ๒๒ ความต้องการข่าวกรอง

ความต้องการข่าวกรองส่วนใหญ่จะหาพบได้ใน หขส.ของผู้บังคับบัญชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขั้นตอนการวางแผน กระบวนการ ตสข. ในสภาวะความขัดแย้งระดับต่ำ คงเป็นเช่นเดียวกับในสภาวะความขัดแย้งระดับปานกลางและระดับสูง ซึ่งจะมีอยู่ในกระบวนการ ๕ ระบบ ซึ่ง ฝอ.๒ จะเป็นผู้พิจารณาปัจจัย METT-T เพื่อหาคำตอบให้กับ หขส.และ ตขอ. และผู้บังคับบัญชา (รูปที่ ๖ - ๒) แต่อย่างไรก็ตาม ในการปฏิบัติการแต่ละประเภทจะประกอบด้วย ปัจจัยและข้อมูลที่มีลักษณะเฉพาะเป็นพิเศษผสมผสานกัน ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของระบบการประเมินค่า พื้นที่ของสนามรบใน ตสข. ประเภทของการปฏิบัติการหรือภารกิจพิเศษในสภาวะความขัดแย้งระดับต่ำ ยังส่งผลกระทบต่อระบบงาน ตสข.อีก ๔ ระบบ ว่าจะผลิตข้อมูลออกมาเป็นอย่างไร ผลลัพธ์สุดท้ายของกระบวนการ ตสข.จะเป็นประมาณการข่าวกรองในรูปแบบของกราฟฟิกส์ สอดคล้องกับ หขส./ตขอ.ของผู้บังคับบัญชา หัวข้อต่อไปจะเป็นคำอธิบายในรายละเอียดวิธีการเตรียมสนามรบด้านการข่าวกรอง เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการยุทธ์ในสภาวะความขัดแย้งระดับต่ำ(รายละเอียดเพิ่มเติมอยู่ใน รส.๓๔ - ๑๓๐)

๖ - ๒๓ การประเมินค่าพื้นที่สนามรบ

ในขั้นตอนของการทำงานนี้ ผู้วิเคราะห์จะเริ่มรวบรวมข้อมูลข่าวสารเพื่อสนองความต้องการพื้นฐานด้านข่าวกรองในแง่คิด ๕ ประการคือ การเมือง, เศรษฐกิจ, สังคม-ภูมิศาสตร์, การทหาร และการข่าวกรองด้านภัยคุกคาม สำหรับแง่คิดในด้านกลวิธีของประเทศเจ้าบ้านและประชากรจะถูกนำมาพิจารณาประกอบกับสภาพลมฟ้าอากาศ, ข้าศึก และข้อมูลเกี่ยวกับภูมิประเทศ ข่าวกรองพื้นฐานนี้จะถูกนำมาใช้ในพื้นที่สนามรบเฉพาะแห่ง ซึ่งในขั้นตอนนี้พื้นที่ปฏิบัติการและพื้นที่สนใจพิเศษจะถูกพิจารณาดำเนินการกำหนดขึ้น การแบ่งมอบพื้นที่ปฏิบัติการในสภาวะความขัดแย้งระดับต่ำ จะเป็นไปโดยกองบัญชาการของหน่วยเหนือ เช่นเดียวกับในสภาวะความขัดแย้งระดับปานกลางและระดับสูง พื้นที่ปฏิบัติการเหล่านี้จะบ่งบอกถึงอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้บังคับบัญชาหน่วยทหารว่ามีขอบเขตอยู่ในพื้นที่ใดบ้าง ผู้บังคับบัญชาจะพิจารณากำหนดพื้นที่สนใจขึ้นโดยอาศัยพื้นฐานจากการพิจารณาของ สธ.๒ พื้นที่ทั้งสองนี้จะถูกวิเคราะห์โดยอาศัยปัจจัย METT-T และปัจจัยทางด้านการเมือง แต่อย่างไรก็ตาม ในสภาวะความขัดแย้งระดับต่ำนั้น การประเมินค่าพื้นที่ทั้งสองจะยังคงมีความสำคัญต่อประชาชนของประเทศเจ้าบ้าน หรือการปฏิบัติกิจกรรมทางทหาร
๖ - ๒๔ การวิเคราะห์ภูมิประเทศ


เนื่องจากกำลังของฝ่ายข้าศึกศัตรูมักจะมีจำนวนน้อยกว่ากำลังของฝ่ายเรา และขาดการสนับสนุนด้านการส่งกำลังบำรุง รวมทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย ดังนั้นฝ่ายข้าศึกจึงหลีกเลี่ยงการรบแบบยึดพื้นที่ โดยหลีกเลี่ยงการเข้ายึดและควบคุม หรือป้องกันรักษาภูมิประเทศสำคัญที่ใช้ในการรบตามแบบ ขีดความสามารถที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของข้าศึกก็คือ การเคลื่อนที่ด้วยการเดินเท้าได้อย่างรวดเร็วในภูมิประเทศที่ทุรกันดารยากลำบาก ดังนั้นการใช้เครื่องกีดขวางแบบผสมผสานทั้งที่มีอยู่ในหน่วยและแบบแสวงเครื่องตามข่ายเส้นทาง จึงมีผลกระทบต่อการเคลื่อนที่ของข้าศึกไม่มากนัก ความสำคัญของภูมิประเทศที่มักใช้ในการรบตามแบบจะมีต่อการสนับสนุนด้านการส่งกำลังบำรุงและการระวังป้องกัน การวิเคราะห์ภูมิประเทศจำเป็นต้องกระทำในรายละเอียดทั้งที่เคยเป็นมาก่อนในประวัติการสู้รบ และการวาดภาพการใช้ประโยชน์ในปัจจุบัน ควบคู่ไปกับรายงานข่าวกรองตามระยะเวลา

ก. การกำบังและการซ่อนพราง ควรใช้การกำหนดพื้นที่ที่ข้าศึกสามารถใช้เป็นที่กำลังและซ่อนพรางลงไปในแผ่นบริวาร ซึ่งจะระบุพื้นที่ซึ่งฝ่ายข้าศึกจะใช้ป้องกันตนจากการลาดตระเวนเป็นพื้นที่ของฝ่ายเรา พื้นที่ดังกล่าวมักจะเป็นพื้นที่สูงต่ำไม่สม่ำเสมอ และมีพืชพันธุ์ไม้หนาทึบภูมิประเทศสำคัญจะเกื้อกูลต่อฝ่ายตั้งรับและให้การกำบังในการถอนตัว เช่นเดียวกับในการ ตสข.สำหรับสงครามตามแบบ แผ่นบริวารที่ใช้กำหนดพื้นที่การกำบังและการซ่อนพราง จะระบุพื้นที่ที่ป้องกันการตรวจการณ์จากทางอากาศหรือจากภูมิประเทศที่สูงข่ม แผ่นบริวารนี้จะมีประสิทธิภาพในการใช้งานที่แปรเปลี่ยนไปตามฤดูกาล

ข. ภูมิประเทศสำคัญ ถึงแม้ว่าคำจำกัดความและความหมายของภูมิประเทศสำคัญที่ใช้ในการปฏิบัติการในความขัดแย้งระดับต่ำ และการปฏิบัติการทางทหารอื่น ๆ จะมีความใกล้เคียงกัน แต่การเลือกใช้ประโยชน์มีความแตกต่างกันในสภาวะความขัดแย้งระดับต่ำ การเลือกภูมิประเทศสำคัญจะถูกอิทธิพลบังคับจากพลเมืองในท้องถิ่น และแหล่งทรัพยากรทางการส่งกำลังบำรุงในพื้นที่ ฝอ.๒ จะต้องระมัดระวังในสาระสำคัญเหล่านี้ และผลกระทบถึงการใช้พื้นที่ปฏิบัติการทั้งของฝ่ายเราและฝ่ายข้าศึก

(๑) กลุ่มประชากร ถือเป็นภูมิประเทศสำคัญในสภาวะความขัดแย้งระดับต่ำ เนื่องจากฝ่ายข้าศึกสามารถใช้ประโยชน์ในด้านการสนับสนุนและการระวังป้องกันได้ โดยทดแทนลักษณะภูมิประเทศสำคัญที่จะต้องเข้าควบคุม หรือยึดรักษาป้องกันไว้ ฝอ.๒ จะเริ่มต้นแบ่งประเภทของประชากรในพื้นที่ของการรบตามลักษณะของพื้นฐาน โดยใช้ฐานข้อมูลและความพยายามในการเก็บรวบรวม (ชนพื้นเมือง, ศาสนา, เผ่าพันธุ์, การเมือง และอื่น ๆ) ความสัมพันธ์ของประชากรที่มีต่อฝ่ายข้าศึก, ความจงรักภักดีและความง่ายที่จะถูกชักจูงหรือครอบงำจากฝ่ายข้าศึก เมื่อได้ข้อมูลต่าง ๆ ดังกล่าวแล้ว ก็จะสามารถประเมินค่าการโฆษณาชวนเชื่อ, การจัดทำข้อมูลโดยใช้แผนภูมิ, การดำรงรักษาและพัฒนาความทันสมัยของข้อมูลและสถานภาพของประชากรโดยใช้แผ่นบริวาร ฝอ.๒ มักจะต้องอาศัยข้อมูลจากหน่วยบัญชาการระดับเหนือขึ้นไป รวมทั้งประเทศเจ้าบ้าน และหน่วยงานทางด้าน พลเรือน

(๒) การดำรงความต่อเนื่องในด้านการส่งกำลังบำรุงของข้าศึก ไม่ได้หมายถึงเฉพาะ อาวุธ, กระสุน, วัตถุระเบิด แต่ยังหมายรวมถึงสิ่งอุปกรณ์อื่น ๆ ด้วย แผ่นบริวารจะต้องถูกจัดทำขึ้นเพื่อระบุพื้นที่ซึ่งเป็นแหล่งน้ำและอาหารของฝ่ายข้าศึก, พื้นที่ซึ่งจะอำนวยความสะดวกให้สามารถเข้าถึงสิ่งอุปกรณ์ดังกล่าวได้ ตลอดจนพื้นที่บริเวณใดที่เป็นแหล่งขาดแคลนสิ่งอุปกรณ์ดังกล่าว พื้นที่น่าสนใจ ยังอาจพิจารณาได้จาก กลุ่มผู้ตั้งรกรากถิ่นฐานใหม่, ปศุสัตว์ หรือแหล่งเกษตรกรรมที่อยู่ใกล้เคียง หรือในพื้นที่ของข้าศึก (ภายในระยะทาง ๑ วันเดินทาง) ซึ่งอาจใช้เป็นแหล่งจัดหาอาหารหรือใช้เป็นพื้นที่ระวังป้องกัน หากได้มีการล่วงรู้หรือคาดการณ์ว่ากำลังฝ่ายกองโจรจะมีการติดต่อกับหน่วยกำลังรบตามแบบแล้ว, หน่วยก็ควรจะกำหนดพื้นที่ที่เหมาะสำหรับการทิ้งของหรือส่งทางอากาศ หรือพื้นที่สำหรับเป็นแหล่งรวมเรือหรือพื้นที่ซ่อนตัวของเรือดำน้ำ และถนน/เส้นทางที่จะนำไปสู่พื้นที่ครอบครองของฝ่ายข้าศึกหรือประเทศที่เป็นกลาง แต่อาจโน้มเอียงเข้าหาฝ่ายข้าศึก สิ่งอุปกรณ์สายแพทย์มักจะเป็นความต้องการของกำลังฝ่ายข้าศึก ดังนั้นพื้นที่หรือแหล่งของสิ่งอุปกรณ์ดังกล่าวก็อาจเป็นภูมิประเทศสำคัญได้ ขึ้นอยู่กับว่าฝ่ายเราหรือฝ่ายข้าศึกจะสามารถเข้าควบคุมและใช้ประโยชน์ได้มากเพียงใด

(๓) ในบางท้องถิ่นอาจไม่มีลักษณะภูมิประเทศเด่นชัดในทางยุทธวิธี แต่ก็อาจมีลักษณะเด่นชัดในด้านอื่น เช่น สิ่งยึดเหนี่ยวทางด้านจิตวิทยา หรือทางด้านการปกครองจากรัฐบาล ความสำคัญในด้านต่าง ๆ เหล่านี้อาจพิจารณาเปรียบได้กับลักษณะภูมิประเทศสำคัญ นอกจากนี้ยังมีสถานที่อื่น ๆ ที่สำคัญ เช่น สถานที่เกิดของวีรชนในชาติ หรือสถานที่สำคัญทางศาสนา ซึ่งข้าศึกศัตรูอาจจำเป็นต้องป้องกันรักษาไว้, จงหลีกเลี่ยงการปฏิบัติการทางทหารในบริเวณใกล้เคียง หรือใช้การแสดงตนเพื่อวัตถุประสงค์ทางด้านจิตวิทยา

ค. แนวทางการเคลื่อนที่ แนวทางการเคลื่อนที่จะถูกพิจารณากำหนดขึ้นภายหลังจากการพิจารณาภูมิประเทศในแง่คิดอื่น ๆ แล้วซึ่งคงเป็นเช่นเดียวกับในการปฏิบัติการในสงครามตามแบบ

(๑) แผ่นบริวารแสดงถนน/เส้นทาง จะเน้นความสำคัญของถนนและเส้นทางในพื้นที่ปฏิบัติการ หน่วยควรจะต้องระมัดระวังเส้นหลักการคมนาคม ซึ่งอยู่ภายในพื้นที่อิทธิพลของฝ่ายข้าศึก หรือเส้นหลักการคมนาคมที่สนับสนุนให้เกิดอำนาจกำลังรบของข้าศึก หรือเส้นทางการคมนาคมซึ่งถูกสร้างขึ้นใหม่ มีหลายครั้งที่การลาดตระเวนถ่ายภาพทางอากาศทำให้ค้นพบเส้นทางที่เกิดขึ้นใหม่โดยสังเกตการทำลายพืชพันธุ์ไม้ หรือใช้การเปรียบเทียบภาพถ่ายปัจจุบันกับภาพถ่ายในอดีต ควรใช้การพิจารณาสังเกตเป็นพิเศษกับสิ่งต่าง ๆ ดังต่อไปนี้.-

(ก) ถนนหรือเส้นทางที่เคลื่อนเข้าไปสู่พื้นที่ที่น่าสงสัยว่าจะมีพวกผู้ก่อความไม่สงบอยู่

(ข) ถนนหรือเส้นทางหลักที่เป็นเส้นทางเคลื่อนย้าย หรือเส้นทางผ่านบริเวณใกล้เคียงพื้นที่ที่น่าสงสัยว่าจะเป็นพื้นที่ซ่อนตัวของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ

(ค) เส้นทางถนนหลักที่เป็นทางเชื่อมต่อพื้นที่ของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ

(ง) ถนนหรือเส้นทางใกล้ ๆ ฐานที่มั่นของกำลังฝ่ายเรา และเส้นทางการคมนาคม

(จ) สถานที่ตั้งท่าเรือ, สะพาน และท่าข้ามแม่น้ำ ; ฤดูกาลที่แม่น้ำมีน้ำหลากหรือท่วมสูง

(ฉ) สถานที่ตั้งแหล่งผลิตน้ำใช้

(ช) ลำน้ำที่สามารถใช้เป็นเส้นทางนำทิศได้

(ซ) เส้นทางใต้ดิน เช่น อุโมงค์ หรือถนนใต้ดิน

(๒) การปฏิบัติการส่วนใหญ่ของฝ่ายเราก็คือ การปฏิบัติการของหน่วยทหารขนาดเล็ก การปฏิบัติการของฝ่ายข้าศึกโดยใช้หน่วยระดับกองร้อยหรือใหญ่กว่าเป็นสิ่งอยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์หรือความคาดหมาย ดังนั้น การกำหนดแนวทางการเคลื่อนที่โดยให้มีพื้นที่การดำเนินกลยุทธ์พอเพียงนั้นจึงต้องเปลี่ยนแปลงไป ทั้ง ฝอ.๒ กรม และ ฝอ.๒ กองพัน จะต้องตระหนักถึงการกำหนดและวิเคราะห์แนวทางการเคลื่อนที่ของหน่วยทหารระดับหมู่ ตอน และหมวด (รวมทั้งเส้นทางใต้ดิน) เข้ามาสู่พื้นที่ที่อยู่ในการระวังป้องกันของฝ่ายเรา และเข้าไปสู่พื้นที่ซึ่งเป็นเป้าหมาย

(๓) เนื่องจากหน่วยระดับกรมและกองพัน อาจจำเป็นต้องเข้าปฏิบัติการในลักษณะกึ่งอิสระ หรือปฏิบัติการผสมเหล่า บ่อยครั้งขึ้น ฝอ.๒ จึงต้องกำหนด เลือก และระบุแนวทางการเคลื่อนที่ซึ่งนอกเหนือจากทางภาคพื้นดิน ซึ่งอาจเป็นทางอากาศ หรือทางน้ำ ในแต่ละกรณี หลักการวิเคราะห์ภูมิประเทศจะถูกประยุกต์ใช้ โดยการเน้นลงไปในรายละเอียดที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติการของหน่วยทหารขนาดเล็ก แนวทางการเคลื่อนที่จะต้องถูกพิจารณาเป็นพิเศษ แม้ว่าในบางพื้นที่อาจดูเหมือนจะไม่สามารถใช้การได้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว แนวทางการเคลื่อนที่ที่ยากลำบาก หรือเป็น ภูมิประเทศทุรกันดาร มักจะถูกใช้เพื่อหวังผลในการจู่โจม แนวทางการเคลื่อนที่ทั่วไปอาจถูกกำหนดขึ้นโดยการศึกษาจากแผ่นบริวารแนวทางการเคลื่อนที่ ตามปกติแล้ว กำลังพลและยุทโธปกรณ์จะถูกเคลื่อนย้ายผ่านทางพื้นที่ซึ่งประชาชนมีความเห็นอกเห็นใจฝ่ายข้าศึก

ง. พื้นที่สนใจที่ถูกกำหนดชื่อเรียก การผสมผสานกันระหว่างแผ่นบริวารข้อมูลประชากร, แผ่นบริวารแสดงพื้นที่กำบังและซ่อนพราง, พื้นที่ป้องกันใกล้เคียง, พื้นที่ที่ถูกกำหนดว่าเป็นพื้นที่ใช้เพื่อความต่อเนื่องในการส่งกำลังบำรุง จะเป็นตัวกำหนดว่ากำลังของฝ่ายข้าศึกน่าจะลงมือปฏิบัติการที่ใด พื้นที่ซึ่งให้การกำบังและซ่อนพราง, ประชาชนซึ่งเป็นมิตรหรือเป็นกลาง และสิ่งอุปกรณ์ที่พร้อมให้การสนับสนุนกับฝ่ายข้าศึก พื้นที่ต่าง ๆ เหล่านี้อาจถูกกำหนดชื่อเรียกเพื่อเป็นการยืนยัน หรือปฏิเสธการปรากฏตัวของฝ่ายข้าศึก หรือเมื่อพิจารณากับสิ่งบอกเหตุอื่น ๆ แล้วสามารถใช้พิจารณาเจตนารมณ์ของฝ่ายข้าศึกได้ พื้นที่ซึ่งเป็นที่อยู่ของประชากร และแหล่งสนับสนุนทางการส่งกำลังบำรุง จะถูกแยกออกต่างหากจากพื้นที่ซึ่งมีการกำบังและซ่อนพราง ข้าศึกอาจใช้การเคลื่อนที่ผ่านระหว่างพื้นที่เหล่านั้น ขั้นตอนต่อไปก็คือ การพิจารณากำหนดเป้าหมายของฝ่ายข้าศึก

จ. แผ่นบริวารกับดัก แผ่นบริวารกับดักจะกำหนดเป้าหมายซึ่งข้าศึกน่าจะให้ความสนใจที่จะใช้การก่อวินาศกรรม, วางทุ่นระเบิด, กับระเบิด หรือเข้าโจมตี ซึ่งอาจหมายรวมถึง สะพาน แหล่งกำเนิดพลังงาน, เส้นทางการส่งพลังงาน, ทำเลซึ่งเกื้อกูลต่อการซุ่มโจมตี หรือเป้าหมายบุคคลที่น่าจะถูกลักพาตัว พื้นที่ต่าง ๆ เหล่านี้จะถูกกำหนดไว้ในแผนที่เพื่อพิจารณาหาแนวทางและเส้นทางการหลบหนีของฝ่ายข้าศึก แผ่นบริวารกับดักอาจถูกผสมผสานเข้ากับแผ่นบริวารแสดงความต่อเนื่องในการส่งกำลังบำรุง เพื่อการสร้างภาพแสดงให้เห็นสถานการณ์อย่างชัดเจนสมบูรณ์

๖ - ๒๕ การวิเคราะห์สภาพลมฟ้าอากาศ

การพิจารณาสภาพลมฟ้าอากาศและการเก็บบันทึกข้อมูลเพื่อนำลงในแผ่นบริวาร คงเป็นเช่นเดียวกัน ทั้งในสภาวะความขัดแย้งระดับต่ำ – ระดับปานกลาง และระดับสูง ตัวอย่างเช่น สภาพอากาศที่มีผลต่อการตรวจการณ์, พื้นการยิง, การพราง, การเตรียมสนามเฮลิคอปเตอร์ และการมองระดับเส้นสายตา, ตลอดจนการใช้วิทยุ/เรดาร์ คงนำมาใช้พิจารณาประกอบในการวางแผน

ก. ฝอ.๒ จะต้องมีความรอบรู้ในเรื่องสภาพลมฟ้าอากาศ และการพยากรณ์สภาพลมฟ้าอากาศในระยะสั้น สิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญในการพิจารณาผลกระทบของลมฟ้าอากาศที่มีต่อภารกิจของหน่วยว่าจะมีความแม่นยำและเที่ยงตรงเพียงใด ในพื้นที่ที่มีการเปลี่ยนแปลงของลมฟ้าอากาศอย่างรุนแรงนั้น รายงานข่าวกรองเกี่ยวกับสภาพภูมิประเทศและลมฟ้าอากาศที่ดำเนินการจัดทำในห้วงฤดูกาลอาจใช้ประโยชน์ไม่ได้ในฤดูกาลอื่น ๆ ด้วยเหตุนี้ รายงานข่าวกรองสภาพภูมิประเทศและลมฟ้าอากาศจึงต้องมีการจัดทำอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ตลอดจนมีการตรวจสอบทบทวนเพื่อให้มั่นใจว่า มีความทันสมัยถูกต้อง

ข. ลักษณะธรรมชาติของกลยุทธ์ในสภาวะความขัดแย้งระดับต่ำ อาจเป็นไปในรูปแบบของการต่อสู้ในระยะประชิดบ่อยครั้ง ดังนั้นความรอบรู้ในผลกระทบของลมฟ้าอากาศและสภาพทัศนวิสัย จึงมีความสำคัญยิ่งในการวางแผนและการปฏิบัติการ ฝอ.๒ จะต้องพยายามดำเนินการจัดทำรายการแสงสว่างและสภาพทัศนวิสัยให้ได้อย่างถูกต้องในห้วงเวลาของแต่ละวัน ในสภาพภูมิประเทศแต่ละแบบ

ค. ความคล่องแคล่วในการเคลื่อนที่ ล้วนมีความสำคัญต่อทั้งฝ่ายเรา และฝ่ายข้าศึกในการปฏิบัติการรบด้วยวิธีรุก ดังนั้น ความรอบรู้ในผลกระทบจากสภาพลมฟ้าอากาศที่มีต่อขีดความสามารถในการสัญจรเดินทาง ย่อมส่งผลอย่างมากต่อเวลาและธรรมชาติของการปฏิบัติการยุทธ์ ตามปกติแล้ว ฝ่ายข้าศึกมักใช้การเคลื่อนที่ด้วยการเดินเท้า, การใช้เรือขนาดเล็ก และการใช้สัตว์ต่าง ดังนั้นผลกระทบจากสภาพลมฟ้าอากาศที่มีต่อการสัญจรด้วยยานยนต์ล้อและสายพาน รวมทั้งการเคลื่อนย้ายทางอากาศและการเคลื่อนที่แบบสะเทินน้ำสะเทินบกจึงมีความสำคัญยิ่งขึ้นในการปราบปรามการก่อความไม่สงบ ในทางตรงกันข้าม สภาพลมฟ้าอากาศมักจะปกปิดหรือขัดขวางกำลังของฝ่ายเรามากกว่าฝ่ายตรงข้าม แต่อย่างไรก็ตาม การไหลบ่าของน้ำในแม่น้ำ และการท่วมขัง ทำให้เกิดพื้นที่ลุ่มเป็นหล่มโคลน ก็ย่อมจะลดขีดความสามารถในการถอนตัวหลบหนีของฝ่ายข้าศึก

ง. การพิจารณาของ ฝอ.๒ ประกอบด้วยเรื่องต่าง ๆ ดังนี้.-

(๑) ข้าศึกมักจะใช้สภาพลมฟ้าอากาศที่ไม่ดี หรือความมืดเพื่อก่อให้เกิดความได้เปรียบในทางยุทธวิธี สภาพอากาศดังกล่าวจะลดประสิทธิภาพในการปฏิบัติการและการตรวจการณ์ของฝ่ายรัฐบาล, การยิงเล็งตรง, การสนับสนุนทางอากาศ และการใช้ปืนใหญ่ – ปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อความได้เปรียบของกำลังฝ่ายเรา

(๒) สภาพลมฟ้าอากาศ สามารถส่งผลกระทบต่อการผลิตหรือแปรรูปอาหารจากพืชและสัตว์เลี้ยง ฤดูกาลเพาะปลูก, วงจรชีวิตของพืช และข้อจำกัดในการเก็บเกี่ยวพืชผลจะต้องถูกนำมาพิจารณาร่วม

(๓) ข้าศึกจะมีปัญหาในการจัดทำตำบลซุกซ่อน หรือรวบรวมสิ่งอุปกรณ์ในพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขัง

(๔) การแสดงกำลังหรือการแสดงลวง จะถูกวางแผนเพื่อให้ปฏิบัติในห้วงเวลาที่มีทัศนวิสัยดี เพื่อก่อให้เกิดผลลัพธ์สูงสุด

(๕) โครงการด้านกิจการพลเรือนและสื่อที่ใช้ในการปฏิบัติการจิตวิทยา ย่อมถูกลดประสิทธิภาพในการใช้ลงด้วยสภาพอากาศที่ไม่เหมาะสม สภาพลมฟ้าอากาศที่เลวร้ายสามารถทำลายสภาพถนนและเส้นทางที่มีการเตรียมการไว้เป็นอย่างดี ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในพื้นที่ของฝ่ายข้าศึก

๖ - ๒๖ การประเมินค่าภัยคุกคาม

การประเมินค่าภัยคุกคามสำหรับสภาวะความขัดแย้งระดับต่ำ จะต้องเริ่มดำเนินการแต่เนิ่นและให้มีความครอบคลุมในปัจจัยหลากหลายเพื่อสร้างรูปแบบจำลองของภัยคุกคาม ปัจจัยประกอบต่าง ๆ เหล่านี้ จะประกอบด้วยหลักความเป็นจริงเกี่ยวกับ การเป็นผู้นำ, วัตถุประสงค์, การจัดหน่วย, ยุทธวิธี, การสนับสนุนจากภายนอก, จังหวะเวลา และสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับข้าศึก รูปแบบของหลักนิยมฝ่ายข้าศึกซึ่งโดยทั่วไปจะถูกค้นพบและพัฒนาเป็นลำดับในระหว่างขั้นตอนของการประเมินค่าภัยคุกคามนั้น มักจะไม่สามารถกระทำได้ในสภาวะความขัดแย้งระดับต่ำ ดังนั้นแบบกำหนดหลักนิยมฝ่ายข้าศึกจึงไม่สามารถประยุกต์ออกมาเป็นกลยุทธ์หรือยุทธวิธีของฝ่ายข้าศึกได้ ในระหว่างขั้นตอนของการประเมินค่าภัยคุกคาม หน่วยควรจะพยายามพิสูจน์ทราบและระบุวิธีการหรือรูปแบบของการปฏิบัติของฝ่ายข้าศึก รวมทั้งยุทธวิธีและเป้าหมายเฉพาะ เพื่อทำการขยายผลในระหว่างการนำภัยคุกคามมาสนธิเข้าด้วยกัน

ก. ฐานข้อมูลของภัยคุกคาม ฝอ.๒ จะรวบรวมข้อมูลข่าวสารจากแหล่งข่าวทั้งหมดที่มีอยู่, รวมทั้งองค์กรและแหล่งข่าวของประเทศเจ้าบ้านด้วย ขั้นตอนแรกในการรวบรวมข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโครงสร้างภายในของข้าศึกก็คือ การศึกษาองค์กรการจัดหน่วยและยุทธวิธีของฝ่ายข้าศึก นอกจากนี้ยังต้องสืบสภาพของกำลังบางส่วนที่จัดเป็นพิเศษ และมีโอกาสที่จะปะทะกับกำลังของฝ่ายเรา ประสิทธิผลในการวางแผนของ ฝอ.๒ ตลอดจนทิศทางของการรวบรวมข้อมูลข่าวสาร, กรรมวิธีในการดำเนินการต่อข้อมูล และการใช้ข่าวกรองในการประมาณการณ์จะได้ผลมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับความรอบรู้และความเข้าใจในยุทธวิธีและเทคนิคของฝ่ายข้าศึก หน่วยข่าวกรองของประเทศเจ้าบ้านสามารถให้การช่วยเหลือได้โดยการให้ข้อมูลจากการศึกษาวิเคราะห์ความเป็นมาของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ทั้งที่เป็นเอกสารลับและมิใช่เอกสารลับ เพื่อ ฝอ.๒ หรือ สธ.๒ จะได้นำไปใช้ประโยชน์ในการขยายฐานข้อมูล

(๑) ข้าศึก ยุทธวิธีของฝ่ายข้าศึกมักจะเป็นลักษณะของการปฏิบัติการโดยหน่วยทหารขนาดเล็ก ถึงแม้ว่าจะมีขีดความสามารถในการรวมกำลังได้ถึงระดับกองร้อยหรือกองพันก็ตาม ฝ่ายข้าศึกสามารถปฏิบัติการด้วยหน่วยขนาดเล็กได้ในมากมายหลายพื้นที่ โดยการใช้วิธีการ “ตีหัวเข้าบ้าน” (HIT – AND – RUN) ซึ่งวิธีการตีโฉบฉวยและถอนตัวโดยการกระจายกำลังออกเป็นกลุ่มย่อย ๆ แทนที่จะใช้การกำบังหรือซ่อนพรางจากภูมิประเทศ ข้าศึกอาจมีขีดความสามารถในการเข้าตี ตั้งรับ, ถอนตัว และเพิ่มเติมกำลัง ดังนั้นผู้บังคับบัญชาหน่วยทหารจึงต้องพิจารณาข่าวสารและข่าวกรองเกี่ยวกับข้าศึกอย่างละเอียดรอบคอบ

(๒) กำลัง ฝ่ายข้าศึกอาจมีการจัดกำลังในลักษณะของหน่วยทหาร (นั่นคือ ชุด, หมู่, ตอน และหมวด) อย่างไรก็ตามการจัดกำลังของฝ่ายข้าศึกจะต้องถูกค้นพบและล่วงรู้โดยฝ่ายเรา โครางสร้างการจัดของฝ่ายข้าศึกจะเป็นข้อมูลข่าวสารที่มีประโยชน์สำหรับผู้บังคับหน่วยและฝ่ายอำนวยการ หากไม่สามารถล่วงรู้ถึงการจัดกำลังของฝ่ายข้าศึกว่าเป็นรูปแบบใด ก็ควรจะได้ตัวเลขหรือจำนวนกำลังพลที่มีอยู่ในแต่ละตำบลหรือที่ตั้ง รวมทั้งจำนวนของพลประจำอาวุธยิง, ยานหุ้มเกราะ, อาวุธยิงวิถีโค้ง และอากาศยานที่มีอยู่

(๓) แฟ้มประวัติบุคคล แฟ้มประวัติบุคคลที่ฝ่ายเราควรจะเก็บรวบรวมข้อมูล ก็คือข้อมูลเกี่ยวกับผู้บังคับบัญชาของฝ่ายข้าศึก และจำนวนสมาชิกหรือกำลังพลซึ่งเป็นพลพรรคใต้ดิน รวมทั้งการสนับสนุนจากพลเรือน ชื่อและข้อมูลทั้งหมดจะถูกรวบรวมไว้เพื่อกำหนดให้เป็นบุคคลที่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการต่อต้านขัดขวางรัฐบาลและผู้นำทางด้านปรัชญา, อดีตผู้นำทางการทหาร และกลุ่มบุคคลผู้มีขีดความสามารถในการเป็นผู้นำ นอกจากนี้ยังจะต้องสืบสภาพไปถึง บุคคลที่เป็นคู่ชีวิต, ญาติพี่น้อง และมิตรสหายของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบและพลพรรคใต้ดิน บุคคลต่าง ๆ ดังกล่าวแล้ว จะถือ

เป็นแหล่งที่มาของข่าวสาร และอาจใช้เป็นกับดักต่อบุคคลของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ของชุมชนที่ให้ความร่วมมือกับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ จะมีบุคคลที่มีหน้าที่รับผิดชอบเป็นการถาวรในเรื่องการรวบรวมเสบียงอาหาร และสิ่งอุปกรณ์อื่น ๆ รวมทั้งอาจทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการกระจายข่าวสารและจัดที่พัก หรือที่ซ่อนตัวให้กับกำลังพลของฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบ ฝ่ายเราต้องพยายามค้นพบบุคคลดังกล่าวให้จงได้; แต่อย่างไรก็ตาม อาจไม่จำเป็นต้องเข้าดำเนินการจับกุมในทันทีที่ค้นพบ ทั้งนี้อาจใช้วิธีการเฝ้าจับตาดูพฤติกรรมหรือการไปมาหาสู่กับบุคคลอื่น ๆ รวมทั้งผู้ที่ทำหน้าที่นำสาร หรือส่งข่าวให้กับฝ่ายข้าศึกด้วย

ข. การประเมินค่าขีดความสามารถของฝ่ายคุกคาม ภายหลังจากที่ได้รวบรวมข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับฝ่ายข้าศึกแล้ว ฝอ.๒ ก็จะประเมินค่าขีดความสามารถของฝ่ายข้าศึกว่าจะปฏิบัติในเรื่องใดได้บ้าง โดยจะต้องระบุลงไปให้แน่ชัดว่าข้าศึกจะทำได้หรือไม่ ในเรื่อง.-

• การก่อวินาศกรรม หากสามารถทำได้ จะกระทำต่อไปอีกต่อเป้าหมายใด

• การรวบรวมข่าวสารและข่าวกรอง

• การใช้ทุ่นระเบิดและกับระเบิด

• การโจมตีต่อที่มั่นตั้งรับ

• การปะทะกับกำลังของฝ่ายรัฐบาลโดยตรง

• การสนับสนุนการแสดงลวง

• การปฏิบัติการทางทหารด้วยกำลังขนาดใหญ่

• การปฏิบัติการก่อการร้าย

ค. แผนที่สถานการณ์ ฝอ.๒ จะเตรียมแผนที่สถานการณ์ฝ่ายข้าศึกในระหว่างขั้นตอนการ ตสข. แผนที่สถานการณ์นี้จะประกอบด้วยข้อมูลข่าวสารที่แน่นอนและชัดเจนที่มีอยู่เกี่ยวกับข้าศึก ข้อมูล เช่น ที่ตั้งค่ายพักของข้าศึก, พื้นที่ปฏิบัติการของหน่วยและเขตปฏิบัติการรวมทั้งเส้นทางต่าง ๆ แผนที่นี้จะถูกปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในกรณีที่ข้าศึกมีการเคลื่อนไหวและขีดความสามารถเปลี่ยนแปลงไป

ง. แผนที่เฉพาะเหตุการณ์ ข่าวสารมากมายจะถูกใช้ในการจัดเตรียมและพัฒนาแผนที่สถานการณ์ฝ่ายข้าศึกให้มีความทันสมัย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการใช้แผนที่เฉพาะเหตุการณ์ ซึ่งจะบันทึกความเคลื่อนไหวและกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ แผ่นบริวารแผนที่เฉพาะเหตุการณ์อาจใช้ประกอบกับแผนที่สถานการณ์เพื่อการเปรียบเทียบอย่างทันทีทันใด

จ. ฐานข้อมูลเกี่ยวกับประชากร ฝอ.๒ จะตรวจสอบซ้ำในเรื่องของประชาชนในท้องถิ่น ถึงแม้ว่าประชาชนในท้องถิ่นจะไม่ใช่ภัยคุกคาม แต่ก็มีความจำเป็นที่จะต้องเข้าใจขอย่างกระจ่างชัดในเรื่องประชาชน เพื่อกำหนดสถานะของประชาชนในท้องถิ่นนั้นไว้ในแผ่นบริวาร ฝอ.๒ จะรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่มีอยู่เกี่ยวกับวัฒนธรรมประเพณีในท้องถิ่น ตลอดจนเศรษฐกิจ นอกจากนี้อาจใช้ปัจจัยประกอบอื่น ๆ เพื่อพิจารณาประเมินหาหนทางที่จะได้มาซึ่งความเชื่อมั่นและเชื่อถือของประชาชนในท้องถิ่น หรือสิทธิผลในการปฏิบัติการในพื้นที่นั้น

๖ - ๒๗ การสนธิภัยคุกคาม

การสนธิภัยคุกคามเป็นการเชื่อมโยงหลักนิยมของฝ่ายข้าศึกเข้ากับ ภูมิประเทศ, ลมฟ้าอากาศและประชาชน ผู้บังคับบัญชาหน่วยทหารจะใช้วิธีการนี้เพื่อพิจารณาหาวิธีการที่ข้าศึกน่าจะนำมาใช้ปฏิบัติ ตลอดจนเวลาและสถานที่

ก. แบบกำหนดจากสถานการณ์ เนื่องจากไม่มีแบบกำหนดการปฏิบัติจากหลักนิยมที่จะใช้ในการ ตสข. ในสภาวะความขัดแย้งระดับต่ำ จึงจำเป็นต้องสร้างแบบกำหนดจากสถานการณ์ ซึ่งจะมีพื้นฐานมาจาก ประเภทของกิจกรรมหรือการปฏิบัติ และวันเวลา รวมทั้งสถานที่ที่เกิดเหตุการณ์ขึ้น ข้อมูลข่าวสารจะอยู่บนพื้นฐานของความรู้เกี่ยวกับขีดความสามารถของข้าศึกในท้องถิ่น และแนวโน้มซึ่งเป็นสิ่งบอกเหตุถึงสถานที่และวิธีการที่ฝ่ายข้าศึกจะปฏิบัติ

(๑) ขั้นตอนแรก คือ การพิสูจน์ทราบและกำหนดการปฏิบัติหลัก หรือภารกิจต่าง ๆ ซึ่งข้าศึกน่าจะมีความจำเป็นหรือต้องการที่จะปฏิบัติ (การก่อวินาศกรรม, การโจมตีโดยตรง, การรบกวนทางเศรษฐกิจ และอื่น ๆ) แต่ละภารกิจมีความจำเป็นต้องใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ต่างชนิดกัน การฝึกและยุทธวิธีที่แตกต่างกัน ความต้องการขั้นพื้นฐานและสิ่งบอกเหตุของการปฏิบัติของข้าศึกนี้จะถูกใช้เป็นแบบกำหนด

(๒) ตัวอย่าง เช่น แบบกำหนดจากสถานการณ์เพื่อวิเคราะห์ความเป็นไปได้ที่ข้าศึกจะเข้าตีที่มั่นตั้งรับ จะมีความต้องการสิ่งต่าง ๆ ดังต่อไปนี้.-

(ก) ภูมิประเทศสำคัญที่สามารถใช้ตรวจการณ์ไปยังพื้นที่เป้าหมาย

(ข) จุดซุ่มโจมตีซึ่งสามารถใช้ตรวจการณ์ไปยังพื้นที่เป้าหมาย

(ค) ตำบลเตรียมเข้าโจมตีสามารถหาได้

(ง) ที่ตั้งยิงของเครื่องยิงลูกระเบิดที่สามารถหาได้โดยมีระยะยิงถึงเป้าหมาย

(จ) เส้นทางของฝ่ายข้าศึกเข้าไปยังตำบลเตรียมเข้าโจมตีหรือเข้าไปยังเป้าหมายที่อยู่ใกล้

(ฉ) เส้นทางถอนตัวหลบหนีของฝ่ายข้าศึกหลังจากเข้าโจมตีแล้ว

(๓) กิจกรรมหรือการปฏิบัติซึ่งเป็นสิ่งบอกเหตุก่อนการเข้าตี จะประกอบด้วย.-

(ก) การสะสมเสบียงหรือสิ่งอุปกรณ์เพิ่มเติม

(ข) การเคลื่อนไหวของฝ่ายข้าศึกมีมากขึ้น

(ค) การตรวจพบบุคลากรของฝ่ายข้าศึกเพิ่มมากขึ้นในพื้นที่

(ง) การเข้ายึดครองหรือมีการจัดเตรียมที่รวมพล ซึ่งมีระยะห่างจากเป้าหมายภายในเวลา ๑ หรือ ๒ วันเดินทาง

(๔) ในการจัดเตรียมแบบกำหนดจากสถานการณ์ สำหรับใช้กำหนดขีดความสามารถของข้าศึกนั้น เราจะหาข้อมูลได้จากการปฏิบัติหรือกิจกรรมใด ๆ ของฝ่ายข้าศึกที่มักปรากฏซ้ำ ๆ และบ่อยครั้งภายในพื้นที่ ฝอ.๒ จะใช้การวิเคราะห์อย่างเป็นระบบเท่านั้น จึงจะสามารถพิสูจน์ทราบความต้องการของฝ่ายข้าศึกได้

ข. แบบกำหนดจากเหตุการณ์ แบบกำหนดจากสถานการณ์จะเป็นพื้นฐานในการสร้างแบบกำหนดจากเหตุการณ์ขึ้นมาก ซึ่งจะประกอบด้วย การพิสูจน์ทราบและวิเคราะห์เหตุการณ์หลัก ๆ ที่เกิดขึ้นในสนามรบ รวมทั้งการปฏิบัติต่าง ๆ ของข้าศึกซึ่งจะเป็นสิ่งบอกเหตุถึงหนทางปฏิบัติที่ข้าศึกน่าจะใช้ พื้นที่สนใจที่ถูกกำหนดชื่อจะถูกพิสูจน์ทราบและระบุผ่านทางการวิเคราะห์ภูมิประเทศ และแบบกำหนดจากสถานการณ์ จากแผนที่กับดักเราจะสามารถพิจารณาพื้นที่สนใจ เพื่อกำหนดเป็นพื้นที่ซุ่มโจมตีที่ฝ่ายข้าศึกน่าจะเลือกใช้ ด้วยวิธีการผสมผสานแผ่นบริวารของพื้นที่การกำบังและซ่อนพราง, แผ่นบริวารการสนับสนุนด้านการส่งกำลังบำรุง และแผ่นบริวารสถานะของประชากรเข้าด้วยกันแล้ว เราอาจสามารถกำหนดพื้นที่ที่น่าจะเป็นที่ตั่งค่ายพักของฝ่ายข้าศึกในบริเวณใดบริเวณหนึ่งได้ และจากการใช้แบบกำหนดจากสถานการณ์นั้นเราอาจพิจารณาให้ เส้นทาง, ลักษณะภูมิประเทศ หรือที่ตั้งค่ายพักของฝ่ายข้าศึกให้เป็นพื้นที่สนใจที่ถูกกำหนดชื่อขึ้นได้

ค. พื้นที่สนใจที่เป็นเป้าหมาย แบบกำหนดจากสถานการณ์และจากเหตุการณ์จะไม่ถูกนำมาใช้ประโยชน์เช่นเดียวกับแบบกำหนดจากหลักนิยม แต่อย่างไรก็ตาม พื้นที่สนใจที่เป็นเป้าหมายที่มีพื้นฐานมาจากพื้นที่สนใจที่ถูกกำหนดชื่อจะมีความสำคัญ ตัวอย่างเช่น ฝอ.๒ ซึ่งหน่วยของตนกำลังเคลื่อนที่อยู่บนถนนจะต้องมีตำบลหรือจุดซึ่งพิจารณาว่าจะเป็นพื้นที่ซุ่มโจมตี ระบุไว้เป็น พื้นที่สนใจที่มีชื่อกำหนดไว้ ตำบลหรือจุดต่าง ๆ เหล่านี้จะถูกกำหนดเป็นเป้าหมาย โดยคณะทำงานก่อนและระหว่างการเคลื่อนที่ นอกจากนี้ยังจะถูกประสานให้เป็นพื้นที่สนใจเป้าหมาย ซึ่งผู้บังคับบัญชาจะตกลงใจว่าจะปฏิบัติอย่างไรกับเป้าหมายต่าง ๆ เหล่านั้น การปฏิบัติต่อเป้าหมายจะเป็นไปในลักษณะของการปฏิบัติต่อข้าศึก – มิใช่การปฏิบัติต่อพลเรือน

ง. การวิเคราะห์ค่าของเป้าหมาย การวิเคราะห์ค่าของเป้าหมายจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จในขั้นตอนนี้เช่นกัน เป้าหมายที่มีค่าสูงจะถูกกำหนดระบุขึ้น, ซึ่งอาจหมายรวมถึงที่บังคับการและส่วนส่งกำลังบำรุงด้วย การประเมินค่าของขีดความสามารถพิเศษเฉพาะของฝ่ายข้าศึกจะถูกนำมาใช้เป็นส่วนสัมพันธ์ในการกำหนดเป้าหมายที่มีค่าสูง ตัวอย่างเช่น หากภัยคุกคามในด้านการก่อวินาศกรรมมีสูง เป้าหมายที่มีค่าสูงก็ควรจะเป็นสถานที่เก็บวัตถุระเบิด หรือพื้นที่ซึ่งมีการฝึกการก่อวินาศกรรม บุคคลก็อาจถูกกำหนดให้เป็นเป้าหมายที่มีค่าสูงได้เช่นกัน ทั้งนี้หมายรวมถึง บุคคลซึ่งหากเสียชีวิตหรือถูกจับกุมแล้วจะทำให้เกิดการลดขีดความสามารถในการนำหน่วยของกำลังฝ่ายข้าศึก, การ จารกรรม, การควบคุมประชาชน หรือลดขีดความสามารถในการปฏิบัติการ

การจัดกำลังเฉพาะกิจ

ตอนที่ ๒


การจัดกำลังเฉพาะกิจ

ผู้บังคับบัญชาจะจัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจของตนขึ้นภายหลังจากที่ได้วิเคราะห์ปัจจัยทางด้านการเมือง และปัจจัย METT – T การจัดเฉพาะกิจแต่ละครั้งสำหรับปฏิบัติงานในแต่ละกรณีของความขัดแย้งระดับต่ำ จะมีลักษณะแตกต่างกันไป เช่นเดียวกับการจัดเฉพาะกิจสำหรับปฏิบัติการแต่ละภารกิจในความขัดแย้งระดับต่ำก็จะมีลักษณะและโครงสร้างไม่เหมือนกัน ผู้บังคับบัญชาต้องประเมินภารกิจต่อขีดความสามารถและขีดจำกัดของหน่วยในอัตราและหน่วยที่ให้การสนับสนุน และจะต้องจัดทำพัฒนาความสัมพันธ์ทางการบังคับบัญชาและการควบคุมให้มีความกระจ่างชัด ซึ่งจะกำหนดทิศทางของการกำลังพล, การจัดยุทโธปกรณ์, การติดต่อสื่อสาร, สิ่งอำนวยความสะดวก และระเบียบปฏิบัติในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสาร รวมทั้งการวางแผนที่จะปฏิบัติการในเรื่องต่าง ๆ ผู้บังคับบัญชาต้องกำกับดูแลการปฏิบัติในยุทธการและวางแผนเตรียมการที่จะปรับเปลี่ยนให้เป็นการปฏิบัติการรบได้อย่างรวดเร็ว

๖ - ๑๑ การวางแผนการจัดกำลังเฉพาะกิจ

การจัดหน่วยภายในกองกำลังเฉพาะกิจในสภาวะของความขัดแย้งระดับต่ำ จะเป็นไปโดยใช้แนวทางตามรูปแบบของกองกำลังแบบมาตรฐาน โดยยึดหลักการบังคับบัญชาและการควบคุม ซึ่งจะประกอบด้วย กลุ่มของฝ่ายอำนวยการ สนับสนุนด้วยส่วนต่าง ๆ เพิ่มเติม, การส่งกำลังบำรุง และการติดต่อสื่อสาร ในขณะที่การบังคับบัญชาและการควบคุมในสภาวะของความขัดแย้งระดับต่ำ มีลักษณะคู่ขนานไปกับการบังคับบัญชาและการควบคุมในสงครามตามแบบ แต่ก็ยังมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนในวิธีการและหลักการวางแผนปฏิบัติการประเภทนี้

ก. ความแตกต่างจะปรากฏอยู่ในระดับความสำคัญที่ผู้บังคับบัญชาชั้นสูง และผู้บัญชาการกองกำลังเฉพาะกิจมีให้กับสถานการณ์ทางการเมือง และทางเศรษฐกิจที่เผชิญหน้าอยู่ขณะนั้น ในสงครามตามแบบ กำลังทหารถือเป็นส่วนหลักของพลังอำนาจแห่งชาติที่จะใช้สร้างเงื่อนไขเพื่อการแก้ปัญหาทางการเมือง ส่วนประกอบอื่น ๆ ทางด้านการเมือง, เศรษฐกิจ และสังคมจิตวิทยาจะเป็นส่วนสนับสนุนวัตถุประสงค์ทางการทหาร แต่ในสภาวะความขัดแย้งระดับต่ำนั้น กองทัพจะไม่ได้เป็นผู้แสดงบทบาทหลักในการนำ หากแต่จะเป็นส่วนสนับสนุนวัตถุประสงค์ทางด้านการเมือง, เศรษฐกิจ และสังคมจิตวิทยา ผู้บังคับบัญชาหน่วยทหารจะต้องมีความเข้าใจในข้อแตกต่างพื้นฐานนี้ เพราะฉะนั้น ความสำเร็จตามปกติทั่วไปจะไม่ได้สะท้อนให้เห็นถึงความคืบหน้าในการแก้ปัญหาทางการเมือง, เศรษฐกิจ และสังคมจิตวิทยา ดังนั้น ปัจจัยทางการเมืองและปัจจัย METT – T จึงถูกนำมาประยุกต์ใช้ในสภาวะความขัดแย้งระดับต่ำ

ข. ในสภาวะความขัดแย้งระดับต่ำ ผู้บังคับบัญชาจะมุ่งเน้นการใช้พลังอำนาจทางทหารในทางอ้อม การใช้ส่วนสนับสนุนทางการรบและทางการช่วยรบ จะมีประสิทธิภาพมากในอันที่จะบรรลุเป้าหมายทางการเมือง, เศรษฐกิจ และสังคมจิตวิทยา สิ่งนี้เป็นความจริง ตราบใดที่งานทางการช่าง, การบริการทางการแพทย์ และการสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ยังมีความสำคัญอยู่

ค. ในแผนการทัพภายใต้สภาวะความขัดแย้งระดับต่ำกองทัพจะไม่เป็นผู้แสดงบทบาทหลักในการนำและผู้บังคับบัญชาจะต้องประสานการปฏิบัติทางยุทธวิธีกับองค์กรและหน่วยงานทาง พลเรือนมากมาย แต่อย่างไรก็ตาม ผู้บังคับหน่วยทางภาคพื้นดินจะต้องมีส่วนร่วมในการวางแผนระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งนี้เนื่องจากเป็นผู้ตกลงใจใช้กำลังทหารในการปฏิบัติการ ดังนั้นผู้บังคับหน่วยจะต้องมีความรู้และความเข้าใจในความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานทางทหาร และหน่วยงานอื่น ๆ เป็นอย่างดี

ง. ในสภาวะแวดล้อมของความขัดแย้งระดับต่ำ การปฏิบัติการของหน่วยทหารขนาดเล็กถือเป็นเรื่องธรรมดา ตามปกติแล้ว หน่วยระดับกรม, กองพัน และกองร้อย จำเป็นต้องมีการปรับการจัดในบางอย่าง เนื่องจากสภาพภูมิประเทศ, ภัยคุกคาม รวมทั้งสถานการณ์ทางด้านพลเรือนและด้านการทหาร การจัดหน่วยเฉพาะกิจควรจะมุ่งเน้นในเรื่องความพอเพียงในตนเองทางด้านยุทธวิธี ซึ่งสามารถกระทำได้โดยการจัดหรือสมทบหน่วยสนับสนุนโดยตรงให้พอเพียง ทั้งส่วนปฏิบัติการรบ, ส่วนสนับสนุนการรบ และส่วนสนับสนุนทางการช่วยรบ เพื่อให้หน่วยสามารถปฏิบัติการในลักษณะกึ่งอิสระได้ นอกจากนี้ยังจะต้องจัดเตรียมให้มีเครื่องมือสำหรับปฏิบัติงานด้านพลเรือนไว้ให้พอเพียง ซึ่งจะประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ในงานด้านการช่วยเหลือประชาชน, เจ้าหน้าที่ในงานปฏิบัติการจิตวิทยา, เจ้าหน้าที่ล่าม และเครื่องมืออื่น ๆ จากองค์กรสนับสนุน

๖ - ๑๒ การจัดกรมผสมเฉพาะกิจ

กรมผสมเฉพาะกิจ จะปฏิบัติการเป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังเฉพาะกิจร่วม ซึ่งมักจะประกอบด้วยหน่วยแบบเบา, หน่วยแบบหนัก, หน่วยรบพิเศษ, หน่วยปฏิบัติการพิเศษ หรือทั้งหมดที่กล่าวมาแล้วผสมกัน หน่วยระดับกรมสามารถบังคับบัญชาและควบคุมหน่วยระดับกองพันได้ถึง ๕ กองพัน หน่วยจะจัดกำลังโดยขึ้นอยู่กับภัยคุกคาม, สภาพแวดล้อม และประเภทของการปฏิบัติการ กรมอาจจะร้องขอหน่วยสนับสนุนทางการรบและหน่วยสนับสนุนทางการช่วยรบมาสมทบเพิ่มเติม ไม่ว่าจะใช้งานในลักษณะของหน่วยรองหลักของกองพล หรือหน่วยปฏิบัติการแยกเป็นอิสระก็ตาม หน่วยระดับกรมจะต้องจัดให้มีความสมบูรณ์ สามารถปฏิบัติการแบบกึ่งอิสระหรือปฏิบัติเป็นอิสระได้

ก. หน่วยรบ, หน่วยสนับสนุนการรบ และหน่วยสนับสนุนการช่วยรบ หน่วยเหล่านี้จะถูกจัดสมทบหรือวางกำลังไว้ในตำบลที่สามารถสนับสนุนกรมได้ทันท่วงทีและตามความจำเป็นในภารกิจ เมื่อกรมปฏิบัติการเป็นอิสระก็มักจะเน้นการจัดแบบสมทบหน่วย เมื่อหน่วยรบ, หน่วยสนับสนุนการรบและหน่วยสนับสนุนการช่วยรบถูกใช้งานเป็นส่วนหนึ่งของกรมทหารราบเบา ก็จะเป็นการจัดแบบขึ้นสมทบ หน่วยต่าง ๆ เหล่านี้จะต้องมีส่วนสนับสนุนการช่วยรบขึ้นสมทบอย่างพอเพียงเพื่อให้มีประสิทธิภาพ

ข. หน่วยดำเนินกลยุทธ์แบบหนักและแบบเบา หน่วยดำเนินกลยุทธ์ทั้งสองแบบล้วนมีบทบาทสำคัญในการปฏิบัติการยุทธ์ในสภาวะความขัดแย้งระดับต่ำ โดยทั่วไปแล้วการใช้กำลังรบผสมระหว่างหน่วยแบบเบา/ แบบหนัก จะเพิ่มขีดความสามารถให้กับกองกำลังเฉพาะกิจ กำลังรบแต่ละแบบจะมีลักษณะเฉพาะที่โดดเด่นของตนเอง ซึ่งสามารถใช้ให้เกิดอำนาจกำลังรบได้อย่างสูง ขึ้นอยู่กับภัยคุกคามและภารกิจ

ค. ส่วนดำเนินกลยุทธ์ของกองพัน กองพันเป็นหน่วยดำเนินกลยุทธ์หลักของกรม โครงสร้างของส่วนบังคับบัญชาและส่วนอำนวยการได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้สามารถรับการเพิ่มเติมกำลังได้ จากสภาพตามธรรมชาติในลักษณะของการกระจายการปฏิบัติในสภาวะความขัดแย้งระดับต่ำ หน่วยสนับสนุนการรบและหน่วยสนับสนุนการช่วยรบอาจจะถูกจัดขึ้นสมทบ หรือวางไว้ในลักษณะช่วยสนับสนุนโดยตรงให้กับกองพัน นอกจากนี้ยังสามารถขอรับการสนับสนุนกำลังทหาร, กำลังกึ่งทหาร หรือกำลังตำรวจจากประเทศเจ้าบ้านได้

ง. กองร้อยดำเนินกลยุทธ์ กองร้อยเป็นส่วนดำเนินกลยุทธ์พื้นฐานของหน่วยระดับกองพัน กองร้อยต่าง ๆ จะต้องดำรงไว้ซึ่งสภาพความพร้อมรบไม่ว่าจะได้ปะทะกับฝ่ายตรงข้ามมาบ่อยครั้งเท่าใดก็ตาม สิ่งนี้จะช่วยต่อต้านสำนึกผิด ๆ ซึ่งจะก่อตัวขึ้น เมื่อหน่วยไม่เคยได้ปะทะกับข้าศึก ผู้นำหน่วยต่าง ๆ ภายในกองร้อยต้องมีขีดความสามารถในการปฏิบัติการขนาดย่อย ๆ ในพื้นที่ซึ่งอยู่ในระยะห่างไกล ผู้นำเหล่านั้นต้องดำรงสภาพความมีวินัยอย่างสูงของทหารภายใต้บังคับบัญชา เช่นเดียวกับการดำรงสภาพขวัญให้อยู่ในเกณฑ์สูง ทหารจะต้องได้รับการฝึกฝนให้สามารถปฏิบัติตามแผน ฉุกเฉิน หรือแผนเผชิญเหตุได้ตามภารกิจ ทั้งจะต้องเกาะติดสถานการณ์ ภัยคุกคาม และความสัมพันธ์กับรัฐบาล รวมทั้งประชากรของตน, หน่วยงานพลเรือนและบุคลากรภายในหน่วย, บทบาทของตน และเหตุผลที่จะนำไปสู่การปฏิบัติของหน่วย กองร้อยดำเนินกลยุทธ์จำเป็นต้องมีทักษะพื้นฐานในการรบเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นในสภาวะของความขัดแย้งระดับต่ำหรือในสงครามตามแบบ แต่ยังจำเป็นต้องมีการปรับทักษะดังกล่าวให้เข้ากับกฎของการปะทะ ทักษะพื้นฐานทั่วไปที่จำเป็นได้แก่.-

(๑) ความรู้ความสามารถในการพิสูจน์ทราบ, ค้นหา และรื้อถอนทุ่นระเบิดกับระเบิด

(๒) ความรู้ในภาษาง่าย ๆ หรือคำที่ใช้ทั่วไปในภาษาท้องถิ่น

(๓) ความรู้ความเข้าใจในยุทธวิธีของฝ่ายตรงข้าม, เทคนิค และระเบียบปฏิบัติ

(๔) ความเข้าใจในกฎของการปะทะ

(๕) ความรู้ในลักษณะนิสัยของประชาชนในท้องถิ่น, รวมทั้งขนบธรรมเนียม, ศาสนา และลักษณะนิสัยในการกินอาหารและการดื่ม

(๖) การได้รับการฝึกแลกเปลี่ยนโดยใช้อาวุธต่างประเทศ, เครื่องมือติดต่อสื่อสารและยุทโธปกรณ์อื่น ๆ

(๗) ความรู้ความสามารถในการใช้อาวุธนอกอัตราการจัด เช่นปืนลูกซอง, เรือและวัตถุระเบิด

จ. หน่วยลาดตระเวน หน่วยลาดตระเวนมีอัตราการจัดยุทโธปกรณ์ และได้รับการฝึกเพื่อปฏิบัติการลาดตระเวนเฝ้าตรวจ และทำการระวังป้องกันอย่างจำกัด ทั้งนี้อาจเข้ามีส่วนร่วมในการช่วยเหลือควบคุม, เคลื่อนย้าย และวางกำลังของหน่วย โดยปกติแล้วหมวดลาดตระเวนมักจะถูกใช้งานภายใต้การควบคุมของกองพัน นอกเหนือจากภารกิจมาตรฐานแล้ว หน่วยลาดตระเวนอาจได้รับการจัดเพื่อ.-

(๑) ปฏิบัติการเชื่อมต่อระหว่างจุดตรวจกับกำลังพลของประเทศเจ้าบ้าน

(๒) ปฏิบัติการร่วมหรือผสมกับกำลังพลของประเทศเจ้าบ้าน

(๓) ปฏิบัติการร่วมหรือผสมกับกำลังทหาร, กำลังกึ่งทหาร และตำรวจของประเทศเจ้าบ้าน

(๔) สังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวและการปฏิบัติของบุคลากร

ฉ. หน่วยต่อสู้รถถัง หากไม่มีภัยคุกคามจากยานเกราะของฝ้ายตรงข้ามแล้ว หน่วยต่อสู้รถถังอาจถูกจัดขึ้นมาเพื่อปฏิบัติภารกิจอื่น การใช้งานหน่วยดังกล่าวขึ้นอยู่กับเครื่องมือเครื่องใช้ในการขนส่งที่มีอยู่ นอกจากนี้ยังสามารถนำอาวุธอื่น ๆ มาใช้ทดแทนอาวุธต่อสู้รถถังได้

ช. ตอนเครื่องยิงลูกระเบิด ตามปกติส่วนยิงจะเข้าที่ตั้งยิงภายในฐานที่มั่น หากตอนเคลื่อนย้ายออกไปเข้าที่ตั้งยิงภายนอกฐานที่มั่นแล้ว ก็จำเป็นต้องเน้นในเรื่องการระวังป้องกันที่ตั้งยิง โดยมอบหมายให้ส่วนดำเนินกลยุทธ์เป็นผู้ดำเนินการ ผู้บังคับบัญชาหน่วยทหารควรจะระมัดระวังในเรื่องพื้นที่ห้ามยิง, แนวจำกัดการยิงและข้อจำกัดในการใช้ชนิดของกระสุน

ซ. หน่วยสนับสนุนการรบ จำนวนและประเภทของการสนับสนุนจะขึ้นอยู่กับภารกิจ ประเภทของการสนับสนุนที่สามารถดำเนินการและเทคนิคการใช้จะมีตามลำดับ (ในบทที่ ๗ จะอธิบายถึงการใช้ส่วนสนับสนุนการรบนี้)

(๑) ปืนใหญ่สนาม ปืนใหญ่สนามจะถูกใช้เพื่อสนับสนุนหน่วยดำเนินกลยุทธ์, นอกจากนี้ยังสามารถจัดให้มีเครื่องช่วยฝึกและช่วยเหลือในการปฏิบัติการของหน่วยทหารปืนใหญ่และส่วนร่วมอื่น ๆ ในระบบงาน เช่น การแผนที่ การอุตุนิยม และการทำบัญชีเป้าหมาย (ดูรายละเอียดในบทที่ ๗)

(๒) หน่วยบิน หน่วยบินจะให้การสนับสนุนในเรื่องการเคลื่อนย้ายทางอากาศ เมื่อมีการใช้หน่วยบินในลักษณะเป็นหน่วยเดียว จะต้องมีองค์กรการจัดหน่วย ซึ่งมีกำลังพลและยุทโธปกรณ์พอเพียงเพื่อที่จะดำรงประสิทธิภาพในการซ่อมบำรุงอากาศยานไว้ กำลังพล, อากาศยาน และยุทโธปกรณ์สามารถที่จะนำมาใช้เพื่อฝึกหน่วยตามลักษณะธรรมชาติและเพื่อสนับสนุนการ ปจว. รวมทั้งการช่วยเหลือประชาชนโดยหน่วยทหาร (ดูบทที่ ๗)

(๓) หน่วยทหารช่าง หน่วยทหารช่างจะช่วยสนับสนุนตามความต้องการของกองกำลังเฉพาะกิจ (ตารางที่ ๖ – ๑) ภารกิจทั้งหมดที่เกี่ยวกับความคล่องแคล่วในการเคลื่อนที่, การต่อต้านความคล่องแคล่วในการเคลื่อนที่ และความอยู่รอดในสนามรบจะเป็นภารกิจที่หน่วยทหารช่างช่วยสนับสนุนให้ นอกจากนี้ทหารช่างยังสามารถจัดดำเนินการฝึก, การสนับสนุนการรบ และการปฏิบัติการเพื่อช่วยเหลือหน่วยทหารและหน่วยกึ่งทหาร รวมทั้งการสนับสนุนด้านแผนงานการช่วยเหลือประชาชนซึ่งเกี่ยวข้องกับการก่อสร้าง เมื่อให้การสนับสนุนตามแผนงานการช่วยเหลือประชาชน หน่วยทหารช่างจะประสานงานโดยใกล้ชิดกับหน่วยงานช่วยเหลือด้านการพัฒนาภายในประเทศ และบุคลากรของประเทศเจ้าบ้าน ทหารช่างที่ได้รับเพิ่มเติมมาจากกองทัพน้อย อาจรวมถึง ทหารช่างสนาม, ทหารช่างก่อสร้าง และชุดปฏิบัติงานพิเศษ ซึ่งสามารถทำงานการขุดเจาะบ่อบาดาล, วิเคราะห์ ภูมิประเทศ, ก่อสร้าง, วางสะพาน และปฏิบัติการช่วยเหลือประชาชน
(๔) หน่วยทหารสารวัตร การให้การสนับสนุนของหน่วยทหารสารวัตรต้องจัดและออกแบบให้ตรงกับความต้องการของกองกำลังเฉพาะกิจ หน่วยทหารสารวัตรสามารถปฏิบัติภารกิจดังนี้


• ให้คำแนะนำช่วยเหลือในการฝึก

• ปฏิบัติการร่วมกับตำรวจ

• การปราบปรามและการสืบสวน

• การสื่อสารประสานงานกับตำรวจ

• การข่าวกรองตำรวจ

• การควบคุมประชาชนและทรัพยากร

• การควบคุมเชลยศึกและพลเรือน

• การรักษาความปลอดภัย

• การปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยในยุทธการ

• การปฏิบัติการทางยุทธวิธี

• การปฏิบัติการร่วมกับสุนัขทหาร

(๕) ส่วนปฏิบัติการกิจการพลเรือนและปฏิบัติการจิตวิทยา ผู้บังคับบัญชาหน่วยทหารจะต้องรู้ว่าการปฏิบัติการทางทหารใด ๆ ก็ตาม มีความจำเป็นและเป็นไปได้ที่จะต้องอาศัยการปฏิบัติการจิตวิทยาเป็นเครื่องช่วย และเนื่องจากบุคลากรทางทหารส่วนใหญ่มักจะขาดความรู้ในเรื่องการ ปจว. และการช่วยเหลือประชาชนจึงต้องมีหน่วย ปจว.และช่วยเหลือประชาชนเข้ามารับภารกิจนี้เพื่อให้การสนับสนุนกองกำลัง

(๖) หน่วยทหารสื่อสาร หน่วยนี้จะต้องเตรียมการเพื่อประสานงาน และจัดเตรียมเครื่องมือพร้อมทั้งวิธีการสื่อสาร เพื่อให้บรรลุภารกิจและความสำเร็จของแผนเผชิญเหตุทุกแผน ซึ่งรวมทั้งการใช้หน่วยทหารขนาดเล็กปฏิบัติการในพื้นที่ที่กว้างไกล

• การติดต่อสื่อสารกับหน่วยบัญชาการระดับสูง

• การติดต่อสื่อสารกับกำลังพลของหน่วยรบพิเศษในพื้นที่

• การติดต่อสื่อสารกับกำลังทหารประจำถิ่น, กำลังกึ่งทหาร และตำรวจ

(ก) กำลังพลและหน่วยช่วยเหลือประชาชนจะประสบกับงานและกิจกรรมที่หลากหลาย ความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือน-ทหาร, การช่วยเหลือประชาชนโดยทหาร, ควบคุมประชาชนและทรัพยากรและการดูแลผู้อพยพลี้ภัย เป็นกิจกรรมที่สำคัญของงานการช่วยเหลือประชาชน (รส.๔๑ - ๑๐ จะอธิบายแนวทางการใช้หน่วยทหารช่วยเหลือประชาชน)

(ข) กำลังพลและหน่วยปฏิบัติการจิตวิทยาจะช่วยเหลือและสนับสนุนกิจกรรมทั้งปวงในแผนงานการพัฒนาประเทศ หน่วย ปจว.ของทหารจะช่วยเหลือผู้บังคับบัญชาด้วยวิธีการของตน เพื่อให้บรรลุความสำเร็จในภารกิจ การปฏิบัติการทางทหารในสภาวะความขัดแย้งระดับต่ำควรจะได้รับการประเมินค่าในรูปแบบของการส่งผลกระทบให้เกิดขึ้นกับวัตถุประสงค์และเป้าหมายทางจิตวิทยาของประเทศหรือของภูมิภาค ปัจจัยทั้งในแง่บวกและแง่ลบจะต้องได้รับการประเมินค่าเพื่อพิสูจน์ทราบ และกำหนดกิจเฉพาะในการ ปจว. เพื่อที่จะให้บรรลุความสำเร็จของภารกิจ (รส.๓๓ - ๑ จะอธิบายแนว ทางในการปฏิบัติการจิตวิทยา)

(๗) หน่วยลาดตระเวนระยะไกล หน่วย ลว.ไกล สามารถนำมาใช้ปฏิบัติการภายในสภาวะความขัดแย้งระดับต่ำได้ ขีดความสามารถของหน่วยจะเป็นเช่นเดียวกับในความขัดแย้งของสงครามตามแบบ แต่จะต้องพิจารณาปัจจัยเพิ่มเติมบางประการ :

(ก) อาจต้องเพิ่มจำนวนชุดปฏิบัติการให้มีการเคลื่อนไหวมากขึ้น เพื่อให้มาซึ่งข่าวสารของฝ่ายตรงข้าม

(ข) ชุดปฏิบัติการอาจลดบทบาทในการปฏิบัติการรบแบบกองโจรลง และมุ่งต่อกิจกรรมของกลุ่มกบฏมากขึ้น

(ค) ระยะทางในการปฏิบัติการอาจลดน้อยลง แต่ต้องปฏิบัติภารกิจเป็นเวลายาวนานมากขึ้น

(ง)การปฏิบัติการส่วนใหญ่มักจะอยู่ในภูมิประเทศจำกัด เช่น ป่า ภูเขา และพื้นที่สิ่งปลูกสร้าง

(จ) การเคลื่อนที่ด้วยการเดินเท้าอาจกลายเป็นวิธีการหลักของการแทรกซึม

ด. หน่วยสนับสนุนการช่วยรบ ปริมาณและประเภทของการสนับสนุนจะขึ้นอยู่กับภารกิจ ประเภทของการสนับสนุนและวิธีการปฏิบัติจะปรากฏอยู่ในรายการข้างล่างนี้ (บทที่ ๘ จะอธิบายรายละเอียดในการใช้เครื่องมือสนับสนุนทางการช่วยรบสำหรับแต่ละกรณีของความขัดแย้งระดับต่ำ

(๑) หน่วยทหารเสนารักษ์ จะต้องถูกออกแบบและกำหนดให้มีการจัด เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของกองกำลังเฉพาะกิจ ด้วยการฝึกเพิ่มเติม หน่วยทหารเสนารักษ์จะสามารถจัดการฝึกและให้คำแนะนำกับหน่วยกำลังรบ รวมทั้งอาจให้การช่วยเหลือและสนับสนุนการช่วยเหลือประชาชนโดยหน่วยทหารตามแผนยุทธการได้

(๒) ตอนธุรการและกำลังพล ภารกิจของตอนธุรการและกำลังพลก็คงเป็นเช่นเดียวกับภารกิจในสถานการณ์และการปฏิบัติการลักษณะอื่น ๆ แต่อย่างไรก็ตาม อาจมีความจำเป็นต้องปรับการปฏิบัติให้สามารถบริการหน่วยต่างๆ และส่วนแยกที่มาขึ้นสมทบเป็นหน่วยเล็กๆ ที่กระจายอยู่ตามตำบลต่าง ๆ ได้ กิจกรรมที่ช่วยสนับสนุนให้ทหารมีขวัญดีจะเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

(๓)อนุศาสนาจารย์ จะเป็นผู้ให้คำแนะนำและเป็นที่ปรึกษาให้กับผู้บังคับบัญชาในสาระสำคัญทั้งหมดที่เกี่ยวกับ ศาสนา, ขวัญ และสภาพขวัญที่มีผลกระทบจากทางศาสนา อนุศาสนาจารย์จะต้องมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในขนบธรรมเนียมประเพณี, พิธีกรรม และประชาชนในประเทศเจ้าบ้าน และเป็นผู้ประสานงาน ดำรงการติดต่อกับผู้นำทางศาสนา, สถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา และกลุ่มบุคคลทางศาสนา ภายในพื้นที่ของชุมชนนั้น ๆ ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบ อนุศาสนาจารย์จะดำเนินการอบรมศีลธรรมให้กับหน่วย, ประชาชนในพื้นที่ และกำลังพลภายในหน่วยทหาร

(๔) หน่วยทหารการเงิน ทหารการเงินจะดำเนินการจัดหาและให้บริการด้านการเงินและการงบประมาณ เพื่อให้หน่วยได้ดำรงความต่อเนื่อง ในด้าน ยุทโธปกรณ์ และสิ่งอุปกรณ์ นอกจากนี้ยังสามารถให้การบริการจ่ายเงินเดือนผ่านทางธนาคาร หรือการเบิกจ่ายเช็คและการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ทหารการเงินจะประสานงานและดำเนินการร่วมกับ ฝอ.๔, หน่วยกิจการพลเรือน และนายทหารพระธรรมนูญ

(๕) นายทหารพระธรรมนูญ นธน.เป็นผู้ให้คำแนะนำแก่ผู้บังคับบัญชาในเรื่องทั้งปวงที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายทหารและกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อเป็นข้อพิจารณาในการจัดทำข้อตกลงและสนธิสัญญาระหว่างประเทศ อาทิเช่น ข้อตกลงเกี่ยวกับสถานะของกองกำลังทหาร และกฎหมายสงคราม นอกจากนี้ยังให้คำแนะนำเกี่ยวกับกฎหมายท้องถิ่นที่จะนำมาประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติของกองกำลัง และกิจกรรมต่าง ๆ ในต่างประเทศ นธน.ยังมีความจำเป็นในการให้บริการเกี่ยวกับการตีความกฎหมายในท้องถิ่นของประเทศเจ้าบ้าน นธน.จะมีความสำคัญในพื้นที่ที่มีการเจรจาตกลง,การทำสัญญาข้อตกลงและการประชุม

(๖) นายทหารฝ่ายการสารวัตร นายทหารฝ่ายการสารวัตรเป็นผู้ให้คำแนะนำแก่ผู้บังคับบัญชาในกิจการทั้งหลายที่เกี่ยวกับ ขีดความสามารถของทหารสารวัตร และการใช้ทหารสารวัตร นอกจากนี้ยังเป็นผู้ประสานงานและประสานการติดต่อกับ ทหารสารวัตรและกำลังกึ่งทหาร รวมทั้งตำรวจของประเทศเจ้าบ้าน

(๗) นายทหารฝ่ายประชาสัมพันธ์ นายทหารฝ่ายประชาสัมพันธ์เป็นฝ่ายกิจการพิเศษที่จะให้คำแนะนำแก่ผู้บังคับบัญชาในการสั่งการและบริหารเรื่องข้อมูลข่าวสาร ตลอดจนการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารให้กับสื่อมวลชนได้ทราบ ทั้งส่วนที่อยู่ในบังคับบัญชาและส่วนที่เป็นของเอกชน หน่วยงานด้านการประชาสัมพันธ์จะถูกกำหนด และออกแบบการจัด เพื่อให้สามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างหลากหลาย รวมทั้งให้การสนับสนุนหน่วยทหารต่าง ๆ ด้วยขีดความสามารถของตน ฝ่ายประชาสัมพันธ์จะมีบทบาทและมีความสำคัญมากในพื้นที่ที่ผู้บังคับบัญชาต้องการได้รับและเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสารด้วยการติดต่อประสานงานกับสื่อมวลชน

ตอนที่ ๓

การติดต่อสื่อสาร

ผู้บังคับบัญชาจะกระจายข่าวสารและรับข้อมูลข่าวสาร ตลอดจนสั่งการด้วยการใช้วิธีผสมผสานระหว่างข่ายวิทยุทางยุทธวิธี, การติดต่อสื่อสารเป็นพื้นที่และระบบแลกเปลี่ยนข้อมูล ผู้บังคับบัญชาต้องมีความเข้าใจในจุดแข็ง, จุดอ่อน และขีดจำกัดของระบบการสื่อสารที่มีอยู่ ในสภาวะความขัดแย้งระดับต่ำ ทรัพยากรทางการสื่อสารและอิเล็กทรอนิกส์จะต้องถูกกำหนดและเลือกใช้เพื่อให้สามารถรองรับหนทางปฏิบัติทางยุทธวิธี และลักษณะเฉพาะของหน่วยปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ เครื่องมือติดต่อสื่อสารที่มีคุณลักษณะเฉพาะเหมาะกับหน่วยระดับกรม ได้แก่ วิทยุ, โทรทัศน์, พลนำสาร, เสียงสัญญาณ และทัศนสัญญาณ ในตอนที่ ๓ นี้จะอธิบายถึงข้อพิจารณาในการวางแผนใช้วิธีการติดต่อ สื่อสารในระหว่างการเตรียมการเคลื่อนย้าย, การเคลื่อนย้ายกำลัง, การใช้กำลัง และการดำรงสภาพของกำลังรบทางยุทธวิธี

๖ - ๑๓ ลำดับความเร่งด่วนในการติดต่อสื่อสาร

เนื่องจากการติดต่อสื่อสารมักจะมีข้อจำกัด หากเกิดข้อผิดพลาดในการจัดลำดับความเร่งด่วนสำหรับการติดต่อสื่อสารแล้ว ก็จะส่งผลก่อให้เกิดความล่าช้า ผู้บังคับบัญชาหน่วยทหารจะต้องจัดลำดับความเร่งด่วนของการติดต่อสื่อสารให้กับที่บัญชาการของตน โดยใช้ปัจจัยทางการเมืองและปัจจัย METT – T ข้อมูลข่าวสารอาจแบ่งออกได้เป็น ๔ ชนิด เพื่อกำหนดความเร่งด่วน ซึ่งจะได้อธิบายในหัวข้อนี้

ก. ข่าวกรอง เป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับกำลังของฝ่ายคุกคาม, ภูมิประเทศ และลมฟ้าอากาศ ในระหว่างหน่วยบัญชาการระดับต่าง ๆ และส่วนต่าง ๆ ในหน่วย บัญชาการ

ข. การบังคับบัญชา เป็นการแจกจ่ายคำสั่งปฏิบัติการ หรือแนวทางในการปฏิบัติไปยังผู้บังคับหน่วยรอง

ค.การควบคุม เป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารในระหว่างที่บัญชาการระดับต่างๆ และส่วนต่าง ๆ ในที่บัญชาการ เพื่อก่อให้เกิดความเคลื่อนไหวและพลังขับเคลื่อนในการสั่งการของหน่วยดำเนินกลยุทธ์และการยิง

ง. ความต่อเนื่อง การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการส่งกำลังบำรุงในระหว่างที่บัญชาการระดับต่าง ๆ และส่วนต่าง ๆ ภายในที่บัญชาการ



๖ - ๑๔ การวางแผน

ความต้องการและความจำเป็นทั้งปวงของภารกิจจะเป็นตัวกำหนดขนาดของกองกำลังเฉพาะกิจ และความสัมพันธ์ทางการบังคับบัญชากับหน่วยทหารของเรา, หน่วยทหารของมิตรประเทศ และหน่วยบัญชาการของประเทศเจ้าบ้าน, ปัจจัยทั้งหมดเหล่านี้มีอิทธิพลต่อกิจในการติดต่อสื่อสารและระบบที่ต้องการเพื่อสนับสนุน และดำรงความต่อเนื่องในการปฏิบัติการยุทธ์ ผู้วางแผนการติดต่อสื่อสารต้องใช้วิธีการวางแผนย้อนหลังเพื่อพิจารณาเลือกกำลังพลและยุทโธปกรณ์ที่ต้องการในภารกิจ ข้อจำกัดต่าง ๆ เช่น ขีดความสามารถในการยก หรือระยะทางที่จำกัดจะต้องถูกนำมาใช้พิจารณาประกอบ เกณฑ์การเสี่ยงจะต้องถูกพิสูจน์ทราบ และระบุอย่างชัดเจนให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ในการพัฒนาแผนการติดต่อสื่อสาร ผู้วางแผนจะต้องพิจารณาปัจจัยที่แน่นอน ซึ่งจะอธิบายไว้ในหัวข้อนี้

ก. เนื่องจากการที่ต้องมีการกระจายกำลังกันในพื้นที่กว้างไกล และขีดจำกัดของวิทยุ FM และการสื่อสารทางสาย ขีดความสามารถด้านการติดต่อสื่อสารในตัวเองของหน่วยทางยุทธวิธีอาจลดน้อยลง ในการปฏิบัติการอาจจำเป็นต้องให้หน่วยจัดตั้งระบบการติดต่อสื่อสารกับกองทัพของประเทศเจ้าบ้าน, หน่วยกำลังกึ่งทหารและหน่วยงานของพลเรือน ดังนั้นการประสานในเรื่องความถี่ของคลื่นวิทยุจึงมีความสำคัญยิ่งในการดำรงไว้ซึ่งประสิทธิภาพในการติดต่อสื่อสาร อาจจำเป็นต้องพิจารณาเพิ่มเติมเครื่องมือถ่ายทอดคลื่นวิทยุ FM, วิทยุคลื่นความถี่สูง และดาวเทียมทางยุทธวิธีให้กับหน่วยในอัตราเพื่อใช้ประโยชน์ในการสื่อสาร

ข. การรักษาความปลอดภัยที่ตั้งของเครื่องมือสื่อสาร ถือเป็นความสำคัญสูงสุด ทั้งนี้เนื่องจากเป็นเป้าหมายอันดับแรกของกำลังกองโจร, พวกผู้ก่อการร้าย และยุทธวิธีการก่อวินาศกรรม ตลอดจนการเข้าตีประสานของฝ่ายกบฏ

ค. การติดต่อสื่อสารในสภาวะความขัดแย้งระดับต่ำ ถือเป็นความสำคัญอันดับแรก เพราะเป็นเรื่องยากลำบากทีเดียวในการแยกแยะศัตรูออกจากพันธมิตร หรือการพิสูจน์ทราบให้แน่ชัดว่าฝ่ายข้าศึกจะดักฟังเมื่อใดและที่ไหน กำลังของฝ่ายเราทั้งหมดจะต้องขัดขวางมิให้ข้าศึกได้มีโอกาสล่วงรู้ในเจตนารมณ์ของเรา

ง. การซ่อมบำรุงและการส่งกำลังชิ้นส่วนของเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ อาจก่อให้เกิดปัญหา ทั้งนี้เป็นเพราะการขาดการระวังป้องกันข่ายถนน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะต้องถูกนำมาพิจารณา.-

(๑) การส่งกำลังทางอากาศและการซ่อมบำรุงแบบแยกการ จะบรรลุผลสำเร็จได้ด้วยการจัดกำลังพลไปขึ้นสมทบกับหน่วยในพื้นที่ปฏิบัติการ หรืออาจใช้ชุดติดต่อประสานงานการ ขนส่งทางอากาศ

(๒) สิ่งอุปกรณ์ที่พอเพียง, ยุทโธปกรณ์สนับสนุน และชิ้นส่วนซ่อม ควรจะถูกเก็บรักษาไว้ในพื้นที่ของการติดต่อสื่อสารหากสภาพลมฟ้าอากาศหรือการปฏิบัติของข้าศึกทำให้ไม่สามารถใช้การขนส่งทางอากาศได้ในช่วง ๒ - ๓ วัน ก็ยังมีสิ่งอุปกรณ์อยู่ในหน่วยพอใช้งาน

จ. ต้องมีการวางแผนการติดต่อสื่อสาร โดยพิจารณาตามลำดับขั้นตอนดังนี้.-

• การเตรียมการเคลื่อนย้ายกำลังรบ

• การเคลื่อนย้ายกำลังรบ

• การใช้กำลังรบ

• การปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง

ฉ. การเคลื่อนย้ายกำลังของกรมหรือกองพัน จะต้องมีการเตรียมการปฏิบัติในลักษณะของกองกำลังเฉพาะกิจอิสระ เมื่อมีการสมทบหน่วยทหารสื่อสาร จากกองพันทหารสื่อสารให้กับ กองพันเฉพาะกิจ หรือกรมเฉพาะกิจแล้ว หน่วยดังกล่าวก็จะอยู่ภายใต้การบังคับบัญชา และการควบคุมทางยุทธการของนายทหารสื่อสารของกองพันหรือกรม นายทหารสื่อสารของหน่วยเฉพาะกิจจะต้องวางแผนการติดต่อสื่อสาร, นสป., นปส., การบริหารความถี่ และวางแผนการสื่อสารทางโทรศัพท์ให้กับภายในหน่วยเฉพาะกิจทั้งหมด

ช. วิทยุสนามแบบนำพาด้วยบุคคล ซึ่งมีระยะการติดต่อไกลนั้น เป็นความต้องการหลักของกองพันดำเนินกลยุทธ์ การสื่อสารทางสายนั้นมักจะใช้เฉพาะการสื่อสารภายในหน่วยที่อยู่ในฐานที่มั่นที่มีการรักษาความปลอดภัย หากใช้ในพื้นที่ที่ไม่มีการรักษาความปลอดภัยแล้วก็จะกลายเป็นจุดล่อแหลม กองกำลังจะใช้อุปกรณ์เครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ไร้สาย จากกองพันทหารสื่อสารของกองพลเพื่อจัดตั้งระบบการติดต่อสื่อสารเป็นพื้นที่ด้วยโทรศัพท์และโทรพิมพ์

ซ. ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นควรจะเพ่งเล็ง และเน้นความสำคัญในการใช้การสื่อสารด้วยทัศนสัญญาณ การใช้ทัศนสัญญาณตามแผนที่เตรียมการไว้ จะมีประสิทธิภาพมากในการสื่อสารทางภาคพื้นดินในระหว่างหน่วยขนาดเล็กที่อยู่ในระยะใกล้กัน และยังสามารถใช้ในการสื่อสารจากภาคพื้นดินสู่อากาศได้อีกด้วย แผ่นผ้าสัญญาณ, ควัน และแสงสัญญาณ (แสงอินฟราเรดและแสงสว่าง) ควรจะถูกนำมาใช้

ด. พลนำสารด้วยยานยนต์มีโอกาสถูกยิงจากพลซุ่มยิง หรือได้รับอันตรายจากทุ่น ระเบิด กับระเบิด และเครื่องปิดกั้นถนน ดังนั้นพลนำสารดังกล่าวจึงควรจะถูกใช้เฉพาะในพื้นที่ที่มีการระวังป้องกันเท่านั้น การนำสารด้วยอากาศยานเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ควรนำมาพิจารณา และเพื่อเป็นการประหยัด หน่วยควรจะใช้การฝากนำสารไปกับอากาศยานที่ปฏิบัติภารกิจการส่งกำลังบำรุง, การส่งกลับสายแพทย์ หรือภารกิจขนส่งอื่น ๆ

ต. ความต้องการทางการติดต่อสื่อสารกับหน่วยรบพิเศษ และกำลังทหารของประเทศเจ้าบ้าน หรือหน่วยงานอื่น ๆ จะได้รับการตอบสนองด้วยวิธีการแลกเปลี่ยนเครื่องมือและอุปกรณ์การสื่อสาร, นสป. และเจ้าหน้าที่ติดต่อ

ถ. การใช้อากาศยานปฏิบัติภารกิจมากมายหลายแบบ จะเพิ่มความต้องการความเชื่อถือได้และการตอบสนองที่ได้ผลจากระบบการติดต่อสื่อสารจากพื้นดินสู่อากาศหน่วยภาคพื้นดินที่ปฏิบัติการอย่างโดดเดี่ยวจะต้องติดต่อสื่อสารโดยตรงกับหน่วยสนับสนุนทางอากาศของ ทบ. และหน่วยสนับสนุนทางอากาศยุทธวิธีของ ทอ.

ท. ปัจจัยทางการติดต่อสื่อสารของการปฏิบัติการในสภาวะความขัดแย้งระดับต่ำ จะต้องสามารถสนองตอบแผนการรักษาความปลอดภัยของการปฏิบัติทั้งหมดได้

(๑) หากมีการใช้แผนการปกปิดและการลวง, การส่งข่าวทางการสื่อสารจะต้องเป็นไปทางตรงกันข้ามหรือผิดไปจากความเป็นจริง โดยที่ฝ่ายเราไม่ใช้มาตรการรักษาความปลอดภัยทางวิทยุและโทรศัพท์ แต่ถ้าหากไม่มีการใช้แผนการปกปิดและการลวงแล้ว การเตรียมการและการปฏิบัติการจะต้องเป็นไปภายใต้ระเบียบการรักษาความปลอดภัยทางการส่งข่าวทางวิทยุ หรือใช้การระวับวิทยุหรือการเฝ้าฟังเป็นหลัก

(๒) อุปกรณ์และเครื่องมือติดต่อสื่อสารทั้งหมดที่ใช้ในการปฏิบัติการ จะต้องอยู่ ภายใต้มาตรการรักษาความปลอดภัย ไม่เว้นแม้แต่โทรศัพท์และวิทยุของทางพลเรือน งานทางด้านธุรการและการวางแผนการส่งกำลังบำรุง ซึ่งตามปกติจะไม่จัดอยู่ในชั้นความลับ ก็ควรจะต้องเข้ารหัสรักษาความปลอดภัย ทั้งนี้เพื่อมิให้เกิดผลกระทบต่อแผนซึ่งมีความละเอียดอ่อน ในขั้นตอนการวางแผน ผู้บังคับบัญชาหน่วยทหารควรต้องใช้พลนำสารพิเศษ เครือข่ายประจำถิ่นอาจนำมาใช้ได้ หากมีการรักษาความปลอดภัยระบบโทรศัพท์ Minterm, Vinson หรือระบบโทรศัพท์ STU – III

(๓) ระบบวิทยุการสื่อสารหลายช่องความถี่ และอุปกรณ์เครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ไร้สาย จะต้องมีการรักษาความปลอดภัยทั้งระบบ, มาตรการรักษาความปลอดภัยระหว่างผู้ใช้ต่อผู้ใช้ จะได้รับความมั่นใจก็ต่อเมื่อสายโทรศัพท์ทุกสาย และเครื่องมือปลายสายที่ใช้ระบบการสื่อสารหลายช่องความถี่ ได้มีการติดตั้งเครื่องมือควบคุมรักษาความปลอดภัยทางกายภาพแล้วเท่านั้น ผู้บังคับหน่วยแต่ละคนต้องมั่นใจว่าพื้นที่รับผิดชอบของตนได้มีการวางระบบรักษาความปลอดภัย หากไม่เช่นนั้นแล้วจะต้องประกาศให้ทราบแน่ชัดว่า ไม่มีการรักษาความปลอดภัย ระบบเหล่านี้ได้แก่ เครือข่ายโทรศัพท์-ประจำที่ หรือวงจร AUTOVON ไม่ควรจะนำมาใช้ร่วมกับระบบที่มีการรักษาความปลอดภัย โดยไม่มีการควบคุมอย่างเหมาะสม หรือไม่มีการตรวจสอบอย่างละเอียด

น. ผู้บังคับหน่วยทหารจะใช้แผนการลวงเพื่อทำให้ข้าศึกเข้าใจผิด ด้วยการหลอกล่อ, บิดเบือน หรือการส่งข่าวที่เป็นเท็จ เพื่อที่จะทำให้ข้าศึกปฏิบัติการปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง (ดูรายละเอียดใน รส.๙๐ - ๒ ในเรื่องการใช้วิธีการลวง) ในสภาวะความขัดแย้งระดับต่ำ แผนการลวงจะถูกสนธิเข้าไว้กับแผนยุทธการ แต่อย่างไรก็ตาม นับเป็นการยากทีเดียว สืบเนื่องจากการจัดนายทหารติดต่อกับกำลังทหารของประเทศเจ้าบ้าน รายละเอียดในการปฏิบัติการ นับเป็นเรื่องหลักเสมอทุกครั้งในการยอมรับ

๖ - ๑๕ เครื่องมือการติดต่อสื่อสารและคุณลักษณะ

ผู้วางแผนจะต้องรวบรวมระบบวิธีการติดต่อสื่อสารหลากหลายวิธีที่เพียงพอและไม่มากจนเกินความจำเป็นสำหรับใช้ในแผนการเคลื่อนย้ายหน่วย เพื่อประกันให้มั่นใจว่ามีการสื่อสารที่เชื่อถือได้ในพื้นที่ที่จะเคลื่อนย้ายเข้าไป
(๑) ข่ายวิทยุทางการรบ (CNR) มีการ รปภ.ระบบการสื่อสารช่องความถี่เดียว เป็นวิธีการที่เหมาะสมและใช้ได้ผลดีที่สุดในการติดต่อสื่อสารในสนามรบ ซึ่งสามารถใช้การสื่อสารด้วยเสียงโดยตรงระหว่างบุคคลต่อบุคคล โดยติดตั้งวิทยุบนยานพาหนะที่มีความคล่องแคล่วสูง แต่ละระบบจะมีลักษณะพิเศษเฉพาะตัวซึ่งสามารถอำนวยความสะดวก และเสริมขีดความสามารถให้กันได้ โดยใช้การผสมผสานกันในเรื่อง ระยะการติดต่อสื่อสาร, ความล่อแหลมของฝ่ายตรงข้ามในมาตรการต่อต้านและรบกวนทางอิเล็กทรอนิกส์และความเชื่อถือได้ ประเภทของข่ายวิทยุทางการรบ ได้แก่ UHF/TACSAT, VHF/FM และ HF/SSB วิทยุระบบต่าง ๆ เหล่านี้สนับสนุนระบบข้อมูลปฏิบัติการ เช่น การยิงทางยุทธวิธี ระบบวิทยุโทรศัพท์โทรพิมพ์จะสนับสนุนด้านการถ่ายทอดข่าวสารข้อมูลจากแผ่นบันทึก การใช้วิทยุติดต่อสื่อสารที่ไม่มีการ รปภ. แต่ใช้ความระมัดระวังเพิ่มมากเป็นพิเศษ จะสามารถช่วยลดการรั่วไหลของข่าวสารได้ วิทยุมือถือในทางพาณิชย์มีความล่อแหลมต่อการรบกวนและดักฟัง; หากนำมาใช้จะต้องเข้าระบบการ รปภ. ไม่ว่าจะอยู่ในขั้นตอนใดของการปฏิบัติการ


(๒) ระบบการติดต่อสื่อสารเป็นพื้นที่ จะช่วยให้ผู้ใช้ได้รับความสะดวกอย่างสูงในการใช้ เสียง, คลื่นสัญญาณ และระบบแฟ็กซ์ วิทยุระบบเส้นสายตาที่ได้รับการ รปภ. จะเชื่อมต่อเข้ากับระบบวิทยุ CNR ช่องความถี่เดียวได้ วิทยุติดตั้งประจำที่ และวิทยุบังคับระยะไกล จะช่วยให้หน่วยสามารถใช้ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ ระบบดังกล่าวมาแล้วจะมีขีดจำกัดเมื่อใช้ปฏิบัติการในระบบเส้นสายตา ทั้งนี้เนื่องจากจำเป็นต้องตั้งสถานีถ่ายทอดสัญญาณ ซึ่งมีจำนวนจำกัดและอุปสรรคอันเกิดจากสภาพภูมิประเทศที่ขัดขวางการเพิ่มระยะรับ-ส่งสัญญาณ

(๓) การวางสายโทรศัพท์เป็นระยะทางไกล ไม่สามารถนำมาใช้ได้อย่างเหมาะสมในกรณีที่ต้องใช้การเคลื่อนย้ายที่ตั้ง ทก.อย่างรวดเร็วและบ่อยครั้ง แต่อย่างไรก็ตามข่ายการติดต่อสื่อสารทางสายแบบประจำที่ มีความจำเป็นต้องนำมาใช้กับระบบโทรศัพท์และโทรพิมพ์ในพื้นที่ ทก.ส่วนหลัง

(๔) พลนำสารพิเศษ เป็นเครื่องมือสื่อสารที่มีระบบการ รปภ.ได้มากที่สุดในสถาน-การณ์ที่ข้าศึกมีขีดความสามารถทางสงครามอิเล็กทรอนิกส์สูง หากจำเป็นต้องใช้พลนำสารเดินทางเป็นระยะทางไกลหรือนำสารสำคัญแล้ว ผู้บังคับบัญชาสามารถร้องขออากาศยานจากกองพลมาให้การสนับสนุนได้

ข. ทางเลือกของการใช้เครื่องมือสื่อสารขึ้นอยู่กับสิ่งอุปกรณ์ และสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีอยู่ในสถานที่และตำบลต่าง ๆ, ความเร่งด่วนของข่าวสาร และความเสี่ยงหรือความล่อแหลมที่จะเกิดขึ้น คุณลักษณะประการหนึ่งของการปฏิบัติการของกองพลก็คือ ขีดความสามารถที่จะสามารถปฏิบัติการได้ในระยะไกลและในสภาพภูมิประเทศที่ยากลำบาก ซึ่งเป็นเหตุจำเป็นที่ต้องใช้การติดต่อสื่อสารระบบนอกเส้นสายตา ระบบดังกล่าวที่มีอยู่ก็คือ ระบบการสื่อสารช่องความถี่เดียว และระบบการสื่อสารด้วยดาวเทียมทางทหาร และวิทยุระบบ HF/SSB ระบบต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีความล่อแหลมต่อมาตรการการรบกวนและต่อต้านทางอิเล็กทรอนิกส์ของฝ่ายตรงข้าม วิทยุระบบ HF/SSB จะใช้ได้ดีเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับสภาพลมฟ้าอากาศ และระดับของจุดดับบนดวงอาทิตย์, ผสมผสานกับเทคนิคการบริหารคลื่นความถี่วิทยุอย่างเข้มงวด ระบบการสื่อสารด้วยดาวเทียมทางทหารจะมีขีดจำกัดจากเครื่องรับสัญญาณปลายทางและพื้นที่ในอวกาศ

ค. ระบบการสื่อสารที่มักนิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในทางยุทธวิธี ก็คือ วิทยุระบบ VHF/FM ถึงแม้ว่าวิทยุระบบนี้จะถูกจำกัดด้วยระยะทาง, หน่วยขนาดใหญ่ขึ้นไปจะต้องเพิ่มสถานีถ่ายทอดสัญญาณอย่างน้อย ๑ สถานี ที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ของสถานีถ่ายทอดสัญญาณ ไม่ว่าจะเป็นบนพื้นดินหรืออากาศจะสามารถเอาชนะลักษณะภูมิประเทศและช่วยเพิ่มระยะทางการติดต่อสื่อสารได้ไกลขึ้น นอกจากนี้หน่วยอาจใช้วิธีการติดต่อสื่อสารแบบเว้นช่วงการรายงาน และการนำเอาวิทยุคลื่นความถี่แบบก้าวกระโดดมาใช้ ก็เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการต่อต้านการรบกวน และต่อต้านทางอิเล็กทรอนิกส์ของฝ่ายตรงข้ามได้

ง. ชุดอุปกรณ์การบังคับบัญชาและควบคุม (AN/ASC – ๑๕ B) ชุดอุปกรณ์นี้ประกอบด้วยวิทยุ VHF/UHF – FM/AM ๓ เครื่อง สื่อสารผ่านทางดาวเทียม/HAVEQUICK/ สามารถปรับใช้ย่านความถี่ของกองทัพเรือได้ และวิทยุระบบ HF/SSB อีก ๑ เครื่อง วิทยุนี้มีระบบการรักษาความปลอดภัยด้วยอุปกรณ์แบบ on-line encryption ชุดอุปกรณ์นี้สามารถใช้ปฏิบัติการร่วมกับวิทยุของกองทัพอากาศ, กองทัพเรือ และหน่วยยามรักษาฝั่ง อีกทั้งใช้ติดตั้งบนเฮลิคอปเตอร์แบบ UH – ๖๐ และ UH – ๑ ได้ด้วย ภายในระบบประกอบด้วยบอร์ดติดแผนที่, โต๊ะทำงาน, เครื่องกำเนิดกระแสไฟฟ้า และเสาอากาศติดตั้งบนพื้นดินเมื่อต้องนำลงมาจากอากาศยาน ปัจจุบันไม่มีวิทยุคลื่นความถี่ก้าวกระโดดแบบของ SINCGARSสำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมให้ดูในตารางที่๖- ๓

๖ - ๑๖ การสนับสนุนคลื่นความถี่

สหภาพการสื่อสารโทรคมนาคมนานาชาติได้กำหนดข้อบังคับในการใช้ความถี่ของคลื่นวิทยุของกองกำลังทหาร เข้าไปปฏิบัติการในประเทศอื่นซึ่งเป็นเจ้าของบ้าน ประเทศเจ้าบ้านก็จะอยู่ภายใต้กฏข้อบังคับของสหภาพการสื่อสารโทรคมนาคมนานาชาติเช่นกัน ในการที่จะแบ่งมอบและควบคุมการใช้ความถี่

ก. กองกำลังทหารที่เข้าไปปฏิบัติการในประเทศอื่น ไม่มีสิทธิในการใช้ส่วนใดส่วนหนึ่งของย่านความถี่วิทยุ นอกเหนือไปจากที่ได้รับมอบจากประเทศเจ้าบ้าน การแบ่งมอบความถี่จะประกอบด้วยการอนุญาตให้ใช้ และการจำกัดขอบเขตการใช้ควบคู่กันไป การใช้ความถี่ที่ไม่ได้รับอนุญาต หรือการใช้ที่ผิดพลาด สามารถก่อให้เกิดการแทรกแซงกัน และอาจทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน อีกทั้งทำให้เกิดการเสื่อมเสียถึงรัฐบาลแห่งชาติที่ส่งกำลังทหารเข้าไปปฏิบัติภารกิจ นั้นด้วย

ข. นายทหารฝ่ายการสื่อสารอาวุโสที่ปฏิบัติงานในต่างประเทศจะเป็นผู้รับมอบความถี่จากประเทศเจ้าบ้าน ซึ่งตามปกติแล้วจะมอบตารางแสดงความถี่ไว้เป็นหลักฐาน การร้องขอความถี่จะได้รับอนุมัติผ่านทางสายการสื่อสาร

๖ - ๑๗ การติดต่อสื่อสารในระหว่างเตรียมการเคลื่อนย้ายกำลัง

หน่วยทหารที่จะเคลื่อนย้ายเข้าปฏิบัติงานและหน่วยสนับสนุนจะต้องใช้ประโยชน์จากโครงสร้างทางทหาร และโครงสร้างทางการพาณิชย์ที่มีอยู่แล้วภายในประเทศนั้น ๆ (ระบบการเข้าสวมแทนที่) โดยจะต้องพยายามไม่เปิดเผยการสื่อสารทางยุทธวิธีให้ถูกรบกวนขัดขวางจากฝ่ายตรงข้าม ในขั้นตอนนี้การใช้ระบบการรักษาความปลอดภัยทางเสียงอัตโนมัติ หรือการรักษาความปลอดภัยทางโทรศัพท์ท้องถิ่น, ข้อมูลข่าวสาร/โทรพิมพ์ (AUTODIN) และการใช้พลนำสารพิเศษจะต้องได้รับการเน้นย้ำเป็นพิเศษ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะถูกผสมผสานกันเพื่อป้องกันระบบการรักษาความปลอดภัยของแผนปฏิบัติการยุทธ์ และเพื่อทำให้เกิดเสรีในการใช้ระบบการสื่อสารกับการเคลื่อนย้ายกำลัง

ก. ตารางที่ ๖ - ๔ แสดงถึงภารกิจของการเตรียมการเคลื่อนย้ายกำลังและวิธีการใช้เครื่องมือสื่อสารที่สามารถนำมาใช้ได้

ข. การสื่อสารผ่านดาวเทียมทางทหาร ยังไม่ควรได้รับอนุมัติให้นำมาใช้ นอกเสียจากว่าจะสามารถค้นหาและใช้งานได้อย่างรวดเร็วจริงๆ การจำกัดการใช้เครื่องมือต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญมากในขั้นตอนแรกของการเคลื่อนย้ายกำลัง และขั้นตอนการใช้กำลัง ทั้งนี้ เนื่องจากความคล่องแคล่วในการเคลื่อนที่อย่างสูง และความง่ายในการใช้ปฏิบัติงานทั่วไปในทุกภูมิภาคของโลก

ค. ผู้วางแผนจะต้องพิจารณาการใช้สิ่งอุปกรณ์สนับสนุนภายนอก การสนับสนุนนี้จะทำให้ได้รับการประสานข้อมูลจากระบบการสื่อสารของกระทรวงกลาโหม และระบบการส่งผ่านข้อมูลในพื้นที่ที่ส่งกำลังทหารเข้าไปปฏิบัติการโดยใช้หน่วยภายในกองพล ระบบการส่งผ่านข้อมูลจะเชื่อมโยงประสานกับระบบการสื่อสารของกระทรวงกลาโหม ทำให้สามารถสื่อสารกันได้ด้วยเสียงทางตรงผ่านระบบการ รปภ. และการใช้โทรพิมพ์/โทรคมนาคมทหาร นอกจากนี้เอกอัครราชทูตหรือกงสุลยังสามารถให้ความช่วยเหลือด้วยการใช้ระบบโทรศัพท์ท้องถิ่นในพื้นที่ปฏิบัติการ ระบบการติดต่อสื่อสารทางยุทธวิธีที่มีอยู่ (ยกเว้น ดาวเทียมทางทหาร/UHF) จะมีระยะการติดต่อไม่เพียงพอจากพื้นที่ปฏิบัติการ กำลังทหารของเราอาจจะต้องถูกส่งเข้าไปในพื้นที่ซึ่งแม้แต่วิทยุที่ใช้ดาวเทียมทางทหาร/UHF ก็ยังไม่สามารถติดต่อสื่อสารกลับมายังภาคพื้นทวีปของเราได้

๖ - ๑๘ การติดต่อสื่อสารในระหว่างการเคลื่อนย้ายกำลัง

ผู้วางแผนจะต้องวิเคราะห์ภารกิจและขีดความสามารถในการติดต่อสื่อสารที่จะใช้ในภารกิจเป็นพื้นฐานในการพัฒนาแผน การเคลื่อนย้ายกำลังด้วยวิธีทะยอยอาจจำเป็นต้องนำมาใช้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการในภารกิจและข้อจำกัดในการเคลื่อนย้ายทางอากาศ (ตารางที่ ๖ - ๕) ระบบการติดต่อสื่อสารทั้งระบบจะต้องถูกจัดตั้งอย่างสมบูรณ์เพื่อให้บรรลุความสำเร็จของภารกิจ ตัวอย่างเช่น ระบบจะต้องประกอบด้วย วิทยุแบบพื้นฐาน, สิ่งอำนวยความสะดวกในการเคลื่อนที่, เครื่องกำเนิดพลังงาน และเจ้าหน้าที่ผู้ใช้งาน; หากขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดหรือสิ่งใดที่ถูกแยกออกไปอย่างโดดเดี่ยวแล้ว ระบบก็จะไร้ความหมาย การใช้งานอย่างต่อเนื่องจะต้องรวมระบบการซ่อมบำรุงไว้ เช่น การรวบรวมชิ้นส่วน อะไหล่, ชิ้นส่วนซ่อม, เครื่องมือ และสิ่งอำนวยความสะดวกในการปรนนิบัติบำรุง รวมทั้งบุคลากรที่ได้

รับการฝึกมาเป็นอย่างดี

ก. กำลังรบจะมีความล่อแหลมและมีจุดอ่อนในระหว่างขั้นตอนเริ่มแรกของการเคลื่อนย้ายทางยุทธวิธี ขั้นตอนดังกล่าวประกอบด้วย การเข้าที่รวมพล, การบรรทุก และการเตรียมการเพื่อทำการรบ
ข. ผู้บังคับบัญชาหน่วยทหารจะใช้วิธีการเคลื่อนย้ายส่งเครื่องมือและยุทโธปกรณ์ที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารไปข้างหน้าก่อนเพื่อความมั่นใจในการควบคุมบังคับบัญชา และข่าวกรองทางการสื่อสารจะมีพอเพียงสำหรับการใช้งาน เมื่อหน่วยเดินทางเข้าไปถึงพื้นที่


ค. โครงสร้างภายในของการติดต่อสื่อสารที่มีอยู่เดิม จะต้องได้รับการขยายผลให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ การปฏิบัติเช่นนี้จะทำให้ระบบการติดต่อสื่อสารทางยุทธวิธีมีอิสระที่จะเคลื่อนย้ายตามหน่วยกำลังรบขึ้นไปข้างหน้า และช่วยให้ไม่ต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือการจัดตั้งสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นใหม่ในการปฏิบัติการทางยุทธวิธี

ง. ชุดอุปกรณ์การติดต่อสื่อสารที่ได้รับการ รปภ. และติดตั้งบนอากาศยานทางทหารจะทำให้ผู้บังคับบัญชาได้รับข่าวสารที่ทันเหตุการณ์ ในระหว่างที่อากาศยานเคลื่อนที่เข้าสู่พื้นที่เป้าหมาย

จ. ศูนย์ควบคุมและบังคับบัญชาทางยุทธวิธีบนอากาศยาน สามารถทำการบังคับบัญชาและควบคุมในขั้นต้นต่อการติดต่อสื่อสารให้กับหน่วยกำลังรบเฉพาะกิจที่เคลื่อนย้ายเข้าพื้นที่ ยุทโธปกรณ์ที่มีจำกัดและหาได้ยากนี้มักจะใช้สนับสนุนให้กับการเคลื่อนย้ายของกองบัญชาการร่วม

ฉ. การรักษาความปลอดภัยทางการติดต่อสื่อสาร เป็นกุญแจสำคัญของความอยู่รอดในกรณีที่มีการจัดตั้งสถานีถ่ายทอด หรือส่วนการสื่อสารที่ต้องแยกออกไปอยู่โดดเดี่ยว หากเป็นไปได้แล้ว ชุดที่ต้องเคลื่อนย้ายควรจะเคลื่อนที่เฉพาะในเวลาที่มีทัศนวิสัยจำกัดเท่านั้น และควรจะต้องมีระบบการพรางติดตั้งเพื่อป้องกันการตรวจการณ์จากทางพื้นดินหรือทางอากาศ ยานพาหนะที่ใช้ในการส่งกำลังและเส้นทางการขนส่งจะต้องถูกพราง หากมาตรการในการรักษาความปลอดภัยเหล่านี้ล้มเหลว ชุดการสื่อสารเล็ก ๆ ดังกล่าวก็ย่อมจะเปิดเผยตนเองต่อการปฏิบัติของฝ่ายข้าศึก และอาจเป็นสาเหตุให้ฝ่ายข้าศึกล่วงรู้ไปถึงการปฏิบัติการหรือการเคลื่อนย้ายของหน่วยทหารฝ่ายเดียวกันได้

๖ - ๑๙ การติดต่อสื่อสารในระหว่างการใช้กำลัง

กำลังทหารของฝ่ายเราควรจะดำรงการใช้เครื่องติดต่อสื่อสารที่มีอยู่แล้วในโครงสร้างภายในทั้งของฝ่ายเราและของฝ่ายประเทศเจ้าบ้าน ชุดอุปกรณ์การสื่อสารของกองพลอาจเพิ่มเติมให้กับกองกำลังเฉพาะกิจตามความจำเป็น กองกำลังเฉพาะกิจที่ถูกแยกออกไปอย่างโดดเดี่ยว อาจจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากระบบการติดต่อสื่อสารระยะไกลจากกองพันทหารสื่อสารของกองพล หากสามารถทำได้ แต่อย่างไรก็ตาม แต่ละกรมและกองพันจะต้องเตรียมการจัดตั้งการติดต่อสื่อสารระยะไกล โดยใช้ระบบวิทยุ HF ที่มีอยู่ในอัตราการจัด หน่วยทหารของประเทศเจ้าบ้านและบริษัทเอกชนที่สามารถให้การสนับสนุนและช่วยเหลือได้ในพื้นที่ปฏิบัติการจะทำให้ระบบวิทยุ HF ใช้งานได้อย่างกว้างขวาง (ตารางที่ ๖ - ๖)

ก. กองพันเฉพาะกิจอิสระจะใช้ระบบวิทยุนำพาด้วยบุคคลในอัตราการจัดแบบ

VHF/FM และชุดวิทยุแบบ VHM/FM และ HF/SSB ที่มีขีดจำกัดในการติดตั้งบนยานพาหนะ กองพันดังกล่าวนี้มักจะถูกใช้ปฏิบัติภารกิจในลักษณะของส่วนนำ ซึ่งเป็นกำลังส่วนหนึ่งของหน่วยใหญ่กว่า หรืออาจถูกใช้ปฏิบัติภารกิจในลักษณะของหน่วยขนาดเล็กที่ปฏิบัติการในห้วงเวลาและภารกิจที่มีขอบเขตจำกัด หากภารกิจมีความจำเป็นก็อาจจัดชุดการติดต่อสื่อสารทางดาวเทียม หนึ่งหรือสองชุด จากกองพันทหารสื่อสารของกองพลมาขึ้นสมทบกับกองกำลังเฉพาะกิจก็ได้

ข. การสื่อสารทางสายควรจะถูกนำมาใช้เพื่อเชื่อมต่อเครือข่ายของท้องถิ่นเข้ากับการสื่อสารในพื้นที่ของที่บังคับการ แต่ควรหลีกเลี่ยงการวางสายโทรศัพท์เป็นระยะทางไกล เนื่องจากอาจถูกดักฟังและการติดตั้งก็ใช้เวลาสิ้นเปลืองมาก สายโทรศัพท์อาจถูกทำลายจากบุคคล, ยานยนต์สายพาน หรือกำลังทหารของฝ่ายตรงข้าม หากมีการวางสายโทรศัพท์ออกไปนอกพื้นที่ระวังป้องกัน ก็จะต้องพิจารณาเสมือนว่าเครือข่ายโทรศัพท์ทั้งหมดนั้นขาดการรักษาความปลอดภัย
ค. ที่บัญชาการของกองพล ให้การสนับสนุนการเคลื่อนย้ายกำลังของกรมเฉพาะกิจด้วยการจัดหาเพิ่มเติมระบบการสื่อสาร และการส่งกำลังบำรุง รวมทั้งให้การสนับสนุนด้านบุคลากร หากเป็นไปได้และมีความเหมาะสมแล้ว ทภ.พล. จะควบคุมการติดต่อสื่อสารภายในพื้นที่ฐานที่มั่น ทก.พล.จะประกอบด้วยนายทหารฝ่ายการสื่อสารของกองกำลัง ซึ่งจะช่วยวางแผนการติดต่อสื่อสาร และให้การสนับสนุนทางเทคนิคทั้งโดยตรงและผ่านทางการประสานงานกับส่วนการสื่อสารที่มาให้การ


สนับสนุน นายทหารฝ่ายการสื่อสารของกองพลจะดำเนินการบังคับบัญชาและควบคุมทางยุทธการต่อส่วนการสื่อสารทั้งหมดภายในกองพันทหารสื่อสารนั้น





๖ - ๒๐ การติดต่อสื่อสารในระหว่างการปฏิบัติการเพื่อความต่อเนื่อง

สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการปรนนิบัติบำรุง ซ่อมบำรุง การติดต่อสื่อสาร และการ รปภ.ทางการสื่อสาร การพัฒนาเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการสนับสนุนการติดต่อสื่อสารที่มีปริมาณหนาแน่นและจำนวนมากในฐานการส่งกำลังบำรุง และระบบการเชื่อมต่อที่มีจำนวนมากระหว่างฐานนั้นกับกองพลที่ออกปฏิบัติการ ระบบการติดต่อสื่อสารของฐานที่ถูกขยายกว้างไกลออกไป และระบบการติดต่อสื่อสารของกระทรวงกลาโหม เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสนับสนุนการปฏิบัติการที่ต่อเนื่อง ระบบการติดต่อสื่อสารจะหมายรวมถึง การใช้สิ่งอำนวยความสะดวกที่มีอยู่ในโครงสร้างภายในของท้องถิ่นนั้นด้วย

อำนาจไม่ได้ถูกแสดงออกด้วยการปฏิบัติอย่างรุนแรง

บทที่ ๖


การบังคับบัญชา, การควบคุม, การติดต่อสื่อสาร และการข่าวกรอง

“อำนาจไม่ได้ถูกแสดงออกด้วยการปฏิบัติอย่างรุนแรงหรือบ่อยครั้ง, แต่ด้วยการปฏิบัติอย่างจริงจัง”

Honore De Balzac

ความเป็นผู้นำเป็นส่วนสำคัญที่สุดในระบบการบังคับบัญชาและการควบคุม ซึ่งรวมถึงการติดต่อสื่อสารและการข่าวกรอง สิ่งนี้ก็ยังคงเป็นความจริงในสภาวะแวดล้อมของความขัดแย้งระดับต่ำ การปฏิบัติภารกิจภายใต้ข้อจำกัดของข้อตกลงเกี่ยวกับสถานะของกองกำลัง และข้อบังคับจากกฎของการปะทะนั้น จำเป็นต้องอาศัยความเป็นผู้นำในด้านการต่างประเทศ เพื่อการบรรลุความสำเร็จ ลักษณะความเป็นผู้นำของผู้บังคับบัญชาจะก่อให้เกิดเป้าหมาย, ทิศทาง และการโน้มน้าวจูงใจ เจตนารมณ์ของผู้บังคับบัญชาจะต้องมีความชัดเจนและสมบูรณ์แบบ ทั้งนี้จะประกอบด้วยระดับของหน่วยที่เข้าร่วมในยุทธวิธี, การข่าวกรอง, การปฏิบัติการจิตวิทยา, การควบคุมประชาชนและทรัพยากร, การปฏิบัติกิจการพลเรือน, การต่อต้านการก่อการร้าย และคำแนะนำช่วยเหลือในการปฏิบัติ ในบทนี้จะอธิบายถึงวิธีการจัดหน่วยในสภาวะของความขัดแย้งระดับต่ำ, กระบวนการบังคับบัญชาและการควบคุม, การติดต่อสื่อสาร และการสนับสนุนด้านการข่าวกรอง

ตอนที่ ๑

ระบบการบังคับบัญชาและการควบคุม

ระบบการบังคับบัญชาและการควบคุม ประกอบด้วย สิ่งอำนวยความสะดวก, ยุทโธปกรณ์, การติดต่อสื่อสาร, ระเบียบปฏิบัติ และบุคลากรที่จำเป็นสำหรับผู้บังคับบัญชา ในการวาง แผน, อำนวยการ และควบคุมการปฏิบัติต่อกำลังรบที่ได้รับการบรรจุมอบเพื่อปฏิบัติภารกิจที่ได้รับ

๖ - ๑ ส่วนของการบังคับบัญชาและการควบคุม

ส่วนสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกับการบังคับบัญชาและการควบคุม มีอยู่ ๕ ส่วน ดังต่อไปนี้.-

ก. สิ่งอำนวยความสะดวก สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการบังคับบัญชาและการควบคุมในหน่วยระดับกองพันจะถูกจัดแบ่งออกตามลำดับขั้น ดังเช่น กำลังรบหลัก, ขบวนสัมภาระรบ, ขบวนสัมภาระพัก และที่บังคับการสำรอง กลุ่มการบังคับบัญชาเป็นกลุ่มบุคคลที่ใช้ที่บังคับการนั้นเป็นการชั่วคราว ซึ่งจะประกอบด้วย ผู้บังคับบัญชาหน่วยนั้น และทหารที่อยู่ในส่วนของการบังคับบัญชา พร้อมด้วยเครื่องมือและยุทโธปกรณ์ที่จะนำติดไปข้างหน้าเพื่อใช้ในการบังคับบัญชาและควบคุม การยุทธ์โดยพลัน ที่บังคับการหลักจะประกอบด้วยทหาร, ยุทโธปกรณ์ และเครื่องมือเครื่องใช้ในการบังคับบัญชาและควบคุม กองพัน ที่บังคับการทางยุทธวิธี เป็นสถานที่ที่ใช้ปฏิบัติการ ซึ่งอยู่ในที่บังคับการหลัก การบูรณาการระบบการสนับสนุนทางการช่วยรบไว้กับหน่วยนั้น เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้การรบประสบชัยชนะ ที่บังคับการของขบวนสัมภาระรบเป็นส่วนที่ทำหน้าที่วางแผนการช่วยรบให้กับ กองทัพ ส่วนที่บังคับการสำรองนั้นจะมีความจำเป็นต้องใช้ในกรณีที่ที่บังคับการทางยุทธวิธี หรือที่บังคับการหลักถูกทำลาย

ข. ยุทโธปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้สำหรับการบังคับบัญชาและการควบคุมจะถูกระบุไว้ใน อจย.เฉพาะของแต่ละหน่วย

ค. การติดต่อสื่อสาร การสื่อสารสำหรับการบังคับบัญชาและการควบคุม เป็นวิธีการที่ผู้บังคับบัญชาส่งผ่าน และรับข้อมูลข่าวสาร ตลอดจนสั่งการให้หน่วยปฏิบัติ สิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับผู้บังคับหน่วยและฝ่ายอำนวยการที่จะใช้บังคับวิถีการรบ ผู้บังคับหน่วยและฝ่ายอำนวยการจะต้องเข้าใจขีดความสามารถ, ขีดจำกัดและความล่อแหลมของระบบการติดต่อสื่อสาร นอกจากนี้จะต้องคาดการณ์ล่วงหน้าและวางแผนเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ถูกแทรกแซงจากเรดาร์ คลื่นวิทยุ และแสงเลเซอร์ ทั้งของฝ่ายเราและฝ่ายข้าศึก ที่สามารถสร้างคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้ในลักษณะเดียวกัน

ง. กระบวนการหรือระเบียบการ กระบวนการในการบังคับบัญชาและการควบคุมเป็นลำดับขั้นของการปฏิบัติ ซึ่งจะกำหนดวิธีการปฏิบัติกิจเฉพาะแต่ละกิจไว้

จ. กำลังพล ผู้บังคับกองพันมีฝ่ายอำนวยการสำหรับช่วยเหลือในการบริหารและออกคำสั่ง ฝ่ายอำนวยการจะเป็นกลุ่มบุคคลที่จำเป็นสำหรับการบังคับบัญชา ควบคุมและช่วยเหลือให้การสนับสนุนผู้บังคับหน่วยไม่อาจที่จะบ่ายเบี่ยงความรับผิดชอบในการบังคับบัญชาให้กับฝ่ายอำนวยการได้ แต่ผู้บังคับหน่วยจะปฏิบัติงานให้บรรลุเป้าหมายได้โดยการใช้ขีดความสามารถของฝ่ายอำนวยการและผู้บังคับหน่วยรองของตนอย่างชาญฉลาด

๖ - ๒ การบังคับบัญชา

การบังคับบัญชาเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้บังคับหน่วยในกองทัพที่มีอยู่ตามกฎหมายบัญญัติ ให้สามารถสั่งการต่อหน่วยรองและผู้ใต้บังคับบัญชาได้ โดยมีการจัดลำดับชั้นยศและหน่วยบรรจุมอบในอัตรา อำนาจในการบังคับบัญชา หมายความรวมถึง อำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบในการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในการวางแผน, จัดการ, อำนวยการ, ประสานงาน และควบคุมกำลังพลภายในหน่วยทหาร เพื่อปฏิบัติงานตามภารกิจที่ได้รับมอบให้บรรลุผลสำเร็จ นอกจากนี้ยังครอบคลุมไปถึงความรับผิดชอบในเรื่องสุขภาพ, สวัสดิภาพ, ขวัญ และวินัยของกำลังพลภายในหน่วย

๖ - ๓ การควบคุม

การควบคุมเป็นวิธีการใช้อำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ และเป็นส่วนหนึ่งของการบังคับบัญชา ซึ่งหมายถึงการปฏิบัติตามข้อตกลงใจ ซึ่งไม่เบี่ยงเบนหรือเบี่ยงเบนน้อยที่สุดจากแนวความคิดของผู้บังคับบัญชา การควบคุม หมายถึงการกำกับดูแลการปฏิบัติการโดยประกันความมั่นใจว่า ทุกระบบและกิจกรรมได้มีการประสานสอดคล้องกัน

๖ - ๔ อำนาจหน้าที่ของผู้บังคับบัญชา

อำนาจหน้าที่ของผู้บังคับบัญชา จะถูกกำหนดไว้ด้วยกฎข้อบังคับและกฎหมาย อำนาจหน้าที่จะอยู่ควบคู่ไปกับความรับผิดชอบโดยมิอาจแยกออกจากกันได้ ในการปฏิบัติภารกิจบางครั้ง ผู้บังคับบัญชาอาจมอบอำนาจให้กับหน่วยรองของตน แต่อย่างไรก็ตาม ผู้บังคับบัญชานั้นยังคงมีความรับผิดชอบต่อคำสั่งการของตนอยู่ ความรับผิดชอบที่มีอยู่นั้นจะถูกส่งผ่านด้วยการนำหน่วย, การวางแผน, แสวงข้อตกลงใจ, ออกคำสั่ง และกำกับดูแลการปฏิบัติตามคำสั่ง

๖ - ๕ การปรากฏตัวของผู้บังคับบัญชา

ผู้บังคับบัญชาจะต้องอยู่ในสนามรบ ณ ที่ที่ตนสามารถควบคุมและบังคับวิถีการรบได้ดีที่สุด ซึ่งหมายรวมถึง การสั่งการด้วยการพบปะโดยตรงในพื้นที่ปฏิบัติการ ในขณะเดียวกันผู้บังคับบัญชาจะต้องหลีกเลี่ยงการทำให้ขีดความสามารถนั้นลดถอยลงด้วยการเปลี่ยนระบบการส่งผ่านคำสั่งการ โดยมิให้สูญเสียการประสานการปฏิบัติ, ความผูกพันและประสิทธิภาพ มีหลายโอกาสทีเดียวที่ผู้บังคับบัญชาอาจจำเป็นต้องอยู่ร่วมกับส่วนที่ปฏิบัติการอยู่ข้างหน้า และก็มีหลายโอกาสเช่นเดียวกันที่อาจจะต้องอยู่ ณ ที่บังคับการหลัก ผู้บังคับบัญชาจะต้องมีขีดความสามารถในการควบคุมและบังคับบัญชาหน่วยและกำลังรบของตนไม่ว่าจะอยู่ ณ ตำบลใด ผู้บังคับบัญชาจะสร้างบรรยากาศแห่งความไว้วางใจและเชื่อมั่นให้กับผู้บังคับหน่วยรองของตน ความเชื่อมั่นซึ่งจะทำให้พวกเขาเหล่านั้นมีเสรีในการปฏิบัติตามคำสั่งและใช้ความริเริ่มของตนเองได้

๖ - ๖ ความเป็นผู้นำของผู้บังคับบัญชา

ความเป็นผู้นำเป็นปัจจัยหลักของอำนาจกำลังรบ เป็นลักษณะเฉพาะตัวและเป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตน ซึ่งเป็นการผสมผสานกันระหว่าง การแสดงตัวอย่าง, การชักจูง และการมีอิทธิพลครอบงำ ลักษณะผู้นำเป็นเครื่องมือปฏิบัติงานของผู้บังคับหน่วย ผู้บังคับหน่วยที่มีประสิทธิภาพในสนามรบจะใช้ลักษณะผู้นำดังต่อไปนี้.-

ก. การกำกับดูแลและกำหนดมาตรฐาน ผู้บังคับหน่วยจะต้องรู้ถึงมาตรฐานที่ตนต้อง การในสนามรบ และจะต้องถ่ายทอดมาตรฐานนี้ให้กำลังพลได้ทราบอย่างชัดเจนและมีผลบังคับใช้ผู้บังคับหน่วยจะสั่งการให้กำลังพลปฏิบัติและแก้ไขข้อบกพร่องในทันทีที่ตรวจพบจากการกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่องหลังจากสั่งการไปแล้ว หรืออาจใช้การติดตามสถานการณ์และสุ่มตรวจในบางโอกาสที่ต้องการก็ได้

ข. ความชำนาญในเทคนิคและยุทธวิธี ผู้บังคับหน่วยจะต้องมีความรอบรู้ในเทคนิคและหลักการในด้านยุทธวิธี ซึ่งประกอบกันขึ้นเป็นระบบการปฏิบัติการของตน และจะต้องมีความเข้าใจภูมิประเทศพอที่จะใช้ประโยชน์ได้อย่างสูงสุด ผู้บังคับหน่วยจะแสดงออกถึงความรอบรู้และความเป็นมืออาชีพผ่านทางการปฏิบัติและการชี้แจงให้นายทหารและกำลังพลของตนได้รู้เห็น

ค. การบริหารจัดการเวลา ผู้บังคับหน่วยจะดำเนินการตามแผนของตน เพื่อให้หน่วยรองและผู้ใต้บังคับบัญชามีเวลาพอเพียงสำหรับการเตรียมการเพื่อภารกิจต่อไป ทั้งนี้ด้วยการบริหารจัดการเรื่องเวลาเป็นอย่างดี และมีการจัดลำดับความเร่งด่วนของงาน

ง. การแบ่งมอบอำนาจหน้าที่ ผู้บังคับหน่วยต้องมีความเชื่อมั่นในผู้บังคับหน่วยรอง และแบ่งมอบอำนาจหน้าที่ให้กับผู้บังคับหน่วยรองนั้น นอกจากนี้ จะต้องพยายามพัฒนาผู้ใต้บังคับบัญชาให้สามารถปฏิบัติภารกิจและหน้าที่แทนได้เมื่อตนเองไม่อยู่ ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นลักษณะความเป็นผู้นำในทางลึกตามสายการบังคับบัญชา

จ. ความเด็ดขาด ผู้บังคับหน่วยจะต้องปรับวิธีการปฏิบัติอย่างรวดเร็วให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ที่ยากลำบากได้ และต้องสามารถตกลงใจอย่างเด็ดขาดและรวดเร็ว

ฉ. การยกย่องและการตำหนิ ผู้บังคับหน่วยจะต้องรู้จักและตระหนักในขีดความสามารถ ตลอดจนลักษณะนิสัยของกำลังพลภายในหน่วย ทั้งยังต้องรู้จักการยกย่องให้เกียรติผู้ใต้บังคับบัญชา ผู้บังคับหน่วยจะต้องมีความรอบรู้เกี่ยวกับผู้บังคับหน่วยรองและทหารภายในหน่วย ในเรื่องของจุดแข็ง, จุดอ่อน และการโน้มน้าวจูงใจ นอกจากนี้ยังต้องมีการให้รางวัลกับผู้ปฏิบัติงานดีเด่นและปรับปรุงแก้ไขผู้ที่ปฏิบัติงานบกพร่อง

๖ - ๗ เจตนารมณ์ของผู้บังคับบัญชา

เจตนารมณ์ของผู้บังคับบัญชาจะเป็นตัวกำหนดกลยุทธ์ในภารกิจสิ่งนี้ถือเป็นวิสัยทัศน์ของผู้บังคับบัญชาที่กำหนดวัตถุประสงค์ของการปฏิบัติ และหนทางปฏิบัติซึ่งจะมีความสัมพันธ์กับกำลังของฝ่ายเรา, ฝ่ายข้าศึกและภูมิประเทศ เจตนารมณ์จะหมายรวมถึงหนทางปฏิบัติที่จะเกื้อกูลต่อการปฏิบัติการในอนาคตอีกด้วย

ก. วัตถุประสงค์โดยรวมของภารกิจจะมีความสำคัญมากกว่ากิจเฉพาะที่มอบให้ทหารเป็นบุคคล ผู้บังคับหน่วยรองแต่ละคนต้องรู้ว่ากิจของตนที่ได้รับมอบนั้นมีความสัมพันธ์กับแนวความคิดในการปฏิบัติทั้งหมดอย่างไร และด้วยเหตุผลใด เพื่อในกรณีที่สถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงและไม่สามารถติดต่อกับหน่วยเหนือได้นั้น หน่วยรองก็ยังสามารถใช้ความริเริ่มและแนวความคิดของตนเพื่อปฏิบัติภารกิจให้ลุล่วงตามวัตถุประสงค์ได้

ข. ผู้บังคับกองพันจะมีความรับผิดชอบในสองสถานะ โดยจะต้องเข้าใจถึงเจตนารมณ์ของผู้บังคับการกรมและผู้บัญชาการกองพล (หน่วยเหนือขึ้นไปสองระดับ) และยังจะต้องมั่นใจด้วยว่าเจตนารมณ์ของตนนั้นเป็นที่เข้าใจของผู้บังคับกองร้อยและผู้บังคับหมวด (หน่วยรองลงไปสองระดับ) ข้อความที่ระบุถึงเจตนารมณ์ที่กำหนดไว้ในคำสั่งยุทธการนั้น จะเริ่มต้นด้วยคำว่า “เจตนารมณ์ของข้าพเจ้า คือ..........,” เพื่อให้เป็นที่เข้าใจและถ่ายทอดไปยังหน่วยรองได้อย่างง่ายดาย

ค. เจตนารมณ์ที่ชัดเจนของผู้บังคับบัญชาจะช่วยก่อให้เกิด ความว่องไว, จังหวะเวลา และความริเริ่มในทุกระดับหน่วย นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้บังคับหน่วยรองสามารถปรับเปลี่ยนงานหรือความพยายามหลักได้ในสนามรบที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

๖ - ๘ กลยุทธ์ในภารกิจ

วัตถุประสงค์ของการบังคับบัญชาและการควบคุม ก็เพื่อให้ผู้บังคับหน่วยสามารถสร้างและใช้อำนาจกำลังรบได้ ณ จุดแตกหักในสนามรบ กลยุทธ์ในภารกิจเป็นวิธีการในการอำนวยการปฏิบัติทางทหาร; หน่วยรองจะมีความกล้าตัดสินใจ และสามารถปฏิบัติการได้โดยลำพังเมื่อได้รับมอบภารกิจจากหน่วยเหนือแล้ว โดยยังคงยึดมั่นในเจตนารมณ์ของผู้บังคับหน่วยเหนือ ผู้บังคับหน่วยจะต้อง.-

ก. คาดการณ์ล่วงหน้าถึงการปฏิบัติของฝ่ายตรงข้ามในทุกหนทางที่เป็นไปได้; โดยไม่ใช้สูตรตายตัว ทั้งนี้ฝ่ายข้าศึกอาจไม่ปฏิบัติตามหลักนิยมเสมอไป และอาจไม่ปฏิบัติตามการวาดภาพเตรียมการสนามรบด้านการข่าวที่ฝ่ายเราได้ดำเนินการไว้ ผู้บังคับหน่วยจะต้องมีความอ่อนตัว การวาดภาพสนามรบ, การเตรียมแผนเผชิญเหตุ, การใช้ความลึกในสนามรบ, การพัฒนาแผนและการซักซ้อมตาม รปจ. ของหน่วยเป็นอย่างดี รวมทั้งการจัดเตรียมกองหนุนพร้อมใช้ปฏิบัติการ จะเป็นมาตรการที่ช่วยก่อให้เกิดความอ่อนตัวทั้งสิ้น

ข. การจัดหน่วยและการอำนายการปฏิบัติโดยหลีกเลี่ยงการเข้าแทรกแซง หรือเข้าควบคุมจากหน่วยเหนือให้น้อยที่สุด แต่ในบางโอกาสก็อาจมีความจำเป็นต้องใช้การสั่งการจากหน่วยเหนือให้เริ่มการปฏิบัติ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความประสานสอดคล้อง ผู้บังคับหน่วยเหนือควรจะให้โอกาสแก่หน่วยรองในการใช้ความริเริ่มของตนแสวงข้อตกลงใจได้เอง

ค. ให้เวลาแก่หน่วยรองในการวางแผนอย่างพอเพียง หลักการแบ่งเวลาหนึ่งในสาม/ สองในสามนั้น มิได้ใช้เพียงแค่การออกคำสั่งยุทธการเท่านั้น หากแต่ยังนำไปใช้กับการซักซ้อม, การบรรยายสรุปกลับ หรือการปฏิบัติแบบรวมการใด ๆ ก็ตามที่จะมีผลทำให้เวลาเตรียมการของหน่วยรองลดน้อยลงไป

ง. การแบ่งมอบทรัพยากรให้กับหน่วยรองโดยให้มีข้อจำกัดในการใช้ให้น้อยที่สุด ผู้บังคับหน่วยจะแบ่งมอบทรัพยากรและการสนับสนุนให้กับหน่วยรองตามลำดับความจำเป็นและความเร่งด่วน และจะระบุเฉพาะเจาะจงตามความจำเป็นในการใช้จริง ๆ

จ. ให้เสรีในการปฏิบัติกับหน่วยรองให้มากที่สุดภายในขอบเขตของเจตนารมณ์ของตน ทั้งนี้เนื่องจากการสู้รบจะพัฒนาไปในทิศทางที่บางครั้งก็ไม่สามารถกำหนดล่วงหน้าได้อย่างชัดเจน บ่อยครั้งที่ผู้บังคับหน่วยระดับล่างจำเป็นต้องปฏิบัติการโดยยังไม่มีข่าวสารและคำสั่งการที่สมบูรณ์ทุกประการ ความล้มเหลวในอันที่จะปฏิบัติการได้อย่างรวดเร็ว จะส่งผลให้เกิดการขาดอำนาจกำลังรบในเวลาและจังหวะที่จำเป็นต้องใช้ การใช้ช่วงจังหวะเวลาชิงความได้เปรียบเพื่อให้สำเร็จภารกิจ เป็นสิ่งที่พึงปฏิบัติ, เร่งเร้าให้ปฏิบัติ หรือจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องปฏิบัติ แต่อย่างไรก็ตาม ผู้บังคับหน่วยเหนือจะต้องได้รับทราบ ก่อนที่หน่วยรองจะเริ่มลงมือปฏิบัติทุกครั้ง หากทำได้

ฉ.โครงสร้างของการติดต่อสื่อสารที่จะเอื้ออำนวยให้หน่วยรองสามารถควบคุมการปฏิบัติของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้บังคับหน่วยจะต้องวางตัวอยู่ ณ ตำบลที่สามารถควบคุมและมีอิทธิพลอย่างสูงสุดต่อการปฏิบัติของหน่วยรองของตนในสนามรบ ทั้งการสั่งการผ่านหน่วยรองและการเข้าควบคุมอำนายการด้วยตนเอง ในขณะเดียวกันนั้น ก็จะต้องดำรงขีดความสามารถของตนในอันที่ จะโยกย้ายความพยายามหลักได้อย่างรวดเร็ว ผู้บังคับหน่วยอาจจะอยู่กับหน่วยรองในแนวหน้า ในลักษณะของกลุ่มการบังคับบัญชา หรืออาจจะอยู่ในที่บังคับการหลักก็ได้ ทั้งนี้จะต้องสามารถบังคับบัญชาและควบคุมหน่วยรองทั้งหมด รวมทั้งส่วนสนับสนุนได้ทั้งสองกรณี

๖ - ๙ คำสั่งแบบมอบภารกิจ

หลักนิยมอากาศ – พื้นดิน มีความจำเป็นต้องใช้การออกคำสั่งแบบมอบภารกิจ การควบคุมแบบกระจายอำนาจนี้จะทำให้ผู้บังคับหน่วยรองสามารถตกลงใจได้อย่างรวดเร็ว ภายในขอบ เขตของภารกิจ, แนวความคิดในการปฏิบัติ และเจตนารมณ์ของผู้บังคับบัญชา

ก. คำสั่งแบบมอบภารกิจนี้จะระบุถึงเฉพาะข้อมูลข่าวสารที่สำคัญและจำเป็นเท่านั้น โดยจะบ่งบอกถึงงานที่จะต้องทำว่า ผู้บังคับบัญชาต้องการให้ปฏิบัติอะไร แต่จะไม่บ่งบอกลงไปในรายละเอียดว่า ให้ปฏิบัติอย่างไร คำสั่งแบบนี้ต้องการเนื้อหาสำคัญสามประการเท่านั้น ประการแรกคือ การบ่งบอกอย่างชัดเจนว่าผู้บังคับบัญชาต้องการให้บรรลุผลการปฏิบัติในเรื่องใด ประการที่สองก็คือ จะต้องระบุถึงปัจจัยจำกัดที่จะต้องเฝ้าสังเกตเพื่อวัตถุประสงค์ในการประสานการปฏิบัติ ประการที่สามก็คือ จะต้องระบุถึงทรัพยากรที่มีอยู่และสามารถใช้ได้ที่จะแบ่งมอบให้กับหน่วยรอง รวมทั้งการสนับสนุนอื่น ๆ ที่สามารถร้องขอได้จากนอกสายการบังคับบัญชา

ข. การปฏิบัติการใช้กลยุทธ์ตามภารกิจนั้น จำเป็นต้องใช้ความริเริ่ม, ความพร้อมของกำลังรบและการสนับสนุน รวมทั้งการใช้จินตนาการ ผู้บังคับหน่วยต้องพร้อมเสมอที่จะปรับการปฏิบัติให้เข้ากับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในขณะนั้น ซึ่งบางครั้งอาจไม่เป็นไปตามรูปแบบที่คาดไว้

ค. ความริเริ่มของผู้บังคับหน่วยรอง จะอยู่บนพื้นฐานของคำสั่งแบบมอบภารกิจและเจตนารมณ์ของผู้บังคับบัญชา ซึ่งจะกำหนดขอบเขตของการปฏิบัติการของหน่วย แต่จะให้โอกาสกับหน่วยรองในการช่วงชิงความได้เปรียบในสนามรบ ผู้บังคับหน่วยรองจะมีความห้าวหาญและรุกรบโดยสามารถร้องขอข้อมูลข่าวสาร, ทรัพยากร และการทบทวนแผนตามความต้องการ เพื่อที่จะยืนหยัดในสถานภาพของตนเมื่อมีความมั่นใจว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

ง. ความริเริ่มและอิสระในความคิดของผู้บังคับหน่วยรอง จะจำกัดอยู่ในกรอบของ เอกภาพในการบังคับบัญชา, เอกภาพของความพยายาม และเจตนารมณ์ของผู้บังคับบัญชา ผู้บังคับหน่วยรองคนใดที่มีความรู้สึกว่าจำเป็นต้องปฏิบัตินอกเหนือคำสั่ง เนื่องจากสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปนั้นบีบบังคับ ก็จะต้องยอมรับผิดชอบในการปฏิบัติของตนดังกล่าว เจตนารมณ์ของผู้บังคับบัญชาจะต้องระบุอย่างชัดเจนและอยู่ในจิตใจของผู้บังคับหน่วยรอง ถึงแม้ว่าชัยชนะจะขึ้นอยู่กับความริเริ่ม ของผู้บังคับหน่วยรอง แต่ความริเริ่มนั้นจะต้องเกิดมาจากความเข้าใจในเจตนารมณ์ของผู้บังคับบัญชา มิใช่เกิดมาจากความต้องการที่จะมีอิสระในความคิดและการปฏิบัติ เพื่อผลเลิศการปฏิบัติของหน่วยต้องมีความประสานสอดคล้อง หากจำเป็นต้องมีการปฏิบัติโดยเสรีเพื่อสนองตอบเจตนารมณ์ของผู้บังคับบัญชาแล้ว ก็สามารถปฏิบัติได้ แต่ผู้บังคับหน่วยรองพึงต้องระมัดระวังให้มีความสมดุลย์กันระหว่างความประสานสอดคล้องกับการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ตามสถานการณ์ โดยมองภาพรวมของการปฏิบัติตามภารกิจ ความริเริ่มและเสรีในการปฏิบัติมักจะเกิดขึ้นและถูกนำมาใช้ในขั้นตอนการขยายผล หรือการไล่ติดตาม แต่การปฏิบัติโดยอิสระเสรีที่เกิดขึ้นในระหว่างการรบหน่วงเวลา หรือการถอนตัวภายใต้การกดดันของข้าศึกนั้น อาจก่อให้เกิดความหายนะกับกำลังส่วนใหญ่ได้

จ. ตามปกติแล้วผู้บังคับบัญชามักนิยมใช้การสั่งการแบบมอบภารกิจ แต่อย่างไรก็ตาม ความจำเป็นของการประสานสอดคล้องของภารกิจในภาพรวม ในบางกรณีอาจจำเป็นต้องใช้การออกคำสั่งแบบระบุวิธีการปฏิบัติโดยเฉพาะเจาะจง เพื่อให้บรรลุความสำเร็จของภารกิจ

๖ - ๑๐ ความสัมพันธ์ทางการบังคับบัญชา

การปฏิบัติการยุทธ์ในสภาวะความขัดแย้งระดับต่ำ เป็นผลลัพธ์ของการจัดทำแผนของหน่วยงานของรัฐบาลที่อยู่นอกกองทัพ ซึ่งอาจหมายรวมถึง หน่วยงานพัฒนาของประเทศ หน่วยงานด้านการข่าวกรอง และสภาความมั่นคงแห่งชาติ การปฏิบัติการนั้นมักจะต้องมีการประสานงานกับประเทศพันธมิตรที่อยู่ภายในยุทธบริเวณ เมื่อมีการใช้กำลังทหาร ผู้บังคับการกองกำลังที่อยู่ในพื้นที่ปฏิบัติการนั้น จะเป็นผู้ควบคุมสั่งการและอำนวยการปฏิบัติ ผู้บังคับบัญชาของหน่วยทหารภาคพื้นดินมักจะไม่มีโอกาสได้เข้าร่วมในการจัดทำแผนดังกล่าวในขั้นต้น แต่อย่างไรก็ตาม ผู้บังคับบัญชาของหน่วยทหารภาคพื้นดินก็จะแสวงข้อตกลงใจในการปฏิบัติและการใช้กำลังของตนเอง ด้วยเหตุผลนี้ จึงจำเป็นที่จะต้องมีความรู้ และความเข้าใจในความสัมพันธ์เกี่ยวข้องของกองทัพที่มีต่อหน่วยราชการดังกล่าวข้างต้น

ก. นโยบายแห่งชาติของเราและของประเทศเจ้าบ้าน รวมทั้งข้อตกลงระหว่างประเทศจะเป็นตัวกำหนดความสัมพันธ์ทางการบังคับบัญชาระหว่างผู้บัญชาการกองกำลังทหารของเราและของประเทศเจ้าบ้าน ความสัมพันธ์ดังกล่าวจะถูกกำหนดขึ้นโดยองค์กรของรัฐบาลและฝ่ายทหารนำไปใช้ปฏิบัติ การพบปะกันระหว่างหน่วยงานทางพลเรือนและหน่วยงานทางทหาร และระดับความรับผิดชอบของผู้บังคับบัญชาทางทหารสำหรับการพบปะนี้ เป็นปัจจัยพิจารณาสำหรับผู้บังคับหน่วยทางภาคพื้นดินที่จะจัดวางการติดต่อ, การสื่อสาร และการข่าวกรอง

ข. หน่วยงานการต่างประเทศจะเข้าดูแลการปฏิบัติงานทั้งของพลเรือนและทหาร ในพื้นที่ประเทศที่เกิดเหตุทั้งในยามสงบและเมื่อเกิดความขัดแย้ง โดยใช้การจัดตั้งชุดประสานงานภายนอกประเทศขึ้นเพื่อประสานการปฏิบัติของหน่วยงานทางพลเรือนและหน่วยงานทางทหาร กำลังพลในชุดประสานงานภายนอกประเทศจะช่วยดูแลปกป้องผลประโยชน์ของชาติ และวัตถุประสงค์เป้าหมายของภูมิภาค และของประเทศที่มีเหตุการณ์ว่าได้มีการบริหารจัดการและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและประหยัด ตัวอย่างของการจัดชุดประสานงานภายนอกประเทศ ได้แก่.-

• เอกอัคราชทูต

• ผู้แทนฝ่ายพลเรือนของสภาความมั่นคงแห่งชาติ

• ผู้แทนหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ

• ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหาร ซึ่งจะรายงานตรงไปยังหน่วยข่าวกรองของกระทรวงกลาโหม

• หัวหน้าฝ่ายของสำนักข่าวกรองแห่งชาติ

• เจ้าหน้าที่สารนิเทศ/ เจ้าหน้าที่ฝ่ายกิจการพลเรือน

• ผู้ช่วยฝ่ายรักษาความปลอดภัย; ผู้แทนอาวุโสของกระทรวงกลาโหม

ค. กองกำลังเฉพาะกิจร่วมจะประสานงานกับผู้แทนอาวุโสของกระทรวงกลาโหม ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากผู้บัญชาการทหารสูงสุด หากไม่มีการจัดตั้งกองกำลังเฉพาะกิจร่วมขึ้น ผู้แทนของกองทัพน้อย, กองพล หรือผู้แทนจากกองบัญชาการกรมจะเป็นผู้รับผิดชอบในการพบปะประชุมประสานงานกับชุดประสานงานภายนอกประเทศและประเทศเจ้าบ้าน
ง. กองบัญชาการควบคุมอาจถูกจัดตั้งขึ้นร่วมประเทศเจ้าบ้าน ซึ่งจะประกอบด้วยเจ้าหน้าที่พลเรือนและกำลังรักษาความปลอดภัย เช่น ตำรวจ, กำลังกึ่งทหาร, กำลังทหาร การปฏิบัติการจะต้องมีการประสานงานกันระหว่างหน่วยงานทางพลเรือนภายในประเทศนั้น เพื่อประกันว่าจะไม่เกิดข้อขัดแย้งขึ้นระหว่างวัตถุประสงค์ทางการเมือง และวัตถุประสงค์ทางการทหาร ทั้งนี้อาจใช้ระบบการจัดนายทหารติดต่อและเจ้าหน้าที่ประสานงานของฝ่ายพลเรือน


จ. กองกำลังเฉพาะกิจร่วมจะถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อการปฏิบัติการยุทธ์ แต่ส่วนการบังคับบัญชาและการควบคุมจากกองพลจะถูกใช้งานเพื่อการประสานการปฏิบัติกับหน่วยงานอื่น ๆ และเพื่อให้การสนับสนุนกับกรมที่ออกปฏิบัติงาน ซึ่งจะทำให้กรมสามารถมุ่งเน้นภารกิจในการควบคุมหน่วยในอัตราและหน่วยที่มาขึ้นสมทบได้อย่างเต็มที่

ฉ. การปฏิบัติการจิตวิทยา, การปฏิบัติกิจการพลเรือน และการช่วยเหลือประชาชนภายในและภายนอกประเทศ จะประสานการปฏิบัติผ่านทางกองกำลังเฉพาะกิจร่วม เพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง กรมจะเป็นผู้ประสานในรายละเอียดเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า วัตถุประสงค์ของการปฏิบัติการจิตวิทยาและการช่วยเหลือประชาชนในขณะนั้นเป็นที่เข้าใจกันเป็นอย่างดี แต่อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติการจิตวิทยาและการช่วยเหลือประชาชนอาจมีอิทธิพลต่อการวางแผน การเตรียมการและการปฏิบัติการ

ช. หากมีการใช้กำลังทหารตามแบบ เป็นส่วนติดตามการปฏิบัติของหน่วยรบพิเศษในระหว่างการเคลื่อนย้ายและใช้กำลัง ก็จำเป็นต้องร้องขอนายทหารติดต่อเข้ามาสมทบก่อนเคลื่อนที่เข้าถึงพื้นที่ปฏิบัติการ หน่วยกำลังทหารตามแบบจะประสานงานกับหน่วยรบพิเศษผ่านทางกองกำลังเฉพาะกิจร่วม แต่อย่างไรก็ตาม หากไม่ได้จัดตั้งกองกำลังเฉพาะกิจร่วมขึ้นแล้ว หน่วยรบพิเศษจะถูกติดต่อประสานงานผ่านทางส่วนบัญชาการสงครามพิเศษของหน่วยบัญชาการรวมก่อนได้รับอนุมัติให้เคลื่อนที่เข้าพื้นที่ปฏิบัติการ กองบังคับการกรมจะต้องส่งส่วนล่วงหน้าเข้าไปก่อน หากการเคลื่อนย้ายกำลังนั้นอยู่ภายใต้การสนับสนุนของการปฏิบัติการแล้ว จะต้องมีการวางแผนและประสานงานในเรื่อง การผลัดเปลี่ยน, การผ่านแนว และการปฏิบัติอื่น ๆ ที่จำเป็น ผู้บังคับบัญชาสามารถร้องขอการสนับสนุนโดยตรงของหน่วยรบพิเศษได้จากส่วนบัญชาการสงครามพิเศษของหน่วยบัญชาการรวม ซึ่งเป็นผู้กำหนดจัดตั้งกองกำลังรบพิเศษร่วม ทั้งนี้อาจให้หน่วยทหารจู่โจมเข้ามาอยู่ภายใต้การควบคุมทางยุทธการด้วยก็ได้ กำลังเหล่านี้จะปฏิบัติหน้าที่การผลัดเปลี่ยนหน่วยกำลังรบตามแบบ